มิตร - 1 ปีก่อนเป็นดารา

เรื่องราวข้างล่าง เป็นเรื่องราวของ มิตร ชัยบัญชา ก่อนเข้าสู่วงการแสดง ผมได้ไปอ่านเข้า ก็อดเสียมิได้ที่จะนำมาลงเสียที่นี่ และนำรูปของมิตรมาประกอบ เพื่อให้ดูน่าสนใจมากขึ้น ด้วยหวังให้เรื่องราวของ มิตร ชัยบัญชา ปรากฎ สืบต่อไป ขออนุญาต ผู้เขียนมา คุณ ก. แก่วประเสริฐ ณ ที่นี้

ขอนำข้อเขียนของ ก. แก้วประเสริฐ บุคคลผู้ชักนำมิตร ชัยบัญชาเข้ามาวงการภาพยนตร์ เผยชีวิตอันแสนลำเค็ญก่อนเป็นดารา – คุณอรชุน

“..เมื่อปี พ.ศ.2500 ข้าพเจ้า (ก. แก้วประเสริฐ) พักอยู่กับคุณโกศล เจ้าของ-ผู้จัดการสำนักพิมพ์ ธรรมเสรี (รวมการประพันธ์) ที่ถนนบุญศิริ หน้าวัดมหรรณพ ในจังหวัดพระนครนี้ โดยอาศัยที่ว่าภรรยาคุณโกศลเป็นคนจังหวัดเพชรบุรีด้วยกัน ข้าพเจ้าจึงได้อาศัยอยูหลับนอน และได้ใช้เป็นสำนักงานติดต่อกับใครต่อใครไปด้วย…

…และก็ที่นี่เอง ข้าพเจ้าจำได้ว่า ได้รู้จักกับ “วีรพร” หรือ ภราดร ศักดา นักเขียนที่ท่านรู้จักดีในปัจจุบันนี้ เราเคยพากันย่ำอยู่แถวถนนมหรรณพ และ แถวตึกดิน ต่อมาก็รู้จักกับจ่าโท “สมจ้อย” และดาราภาพยนตร์อีกหลายคน รวมทั้งเขาคนหนึ่งคือจ่าโท “พิเชษฐ์ พุ่มเหม” แห่งกองทัพอากาศ ดอนเมือง โดยจ่าโท “สมจ้อย” เป็นผู้แนะนำและพามาให้รู้จัก ทั้งคุณโกศลกับภรรยา และพวกของข้าพเจ้าที่อยู่ในสำนักงานต่างพากันดีใจ ที่ข้าพเจ้าได้พระเอกใหม่ไว้สำหรับส่งไปให้บริษัทภาพยนตร์ไทยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

“..แต่ท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือปล่าวว่าการทำอะไรๆ ของคนเราที่เกี่ยวกับอนาคตหรือการงานมักขึ้นอยู่กับดวง เช่นบางคนอยากเป็นดาราหรือเป็นนักร้อง ก็อาจจะเป็นได้ง่ายๆ แต่บางคนก็ต้องคอยจังหวะอยู่เป็นปีๆ และ ก็นี่แหละที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าคนเรานั้นต้องพึ่งดวงอยู่เหมือนกัน

“…ดาราบางคนมาสมัครกับข้าพเจ้าเพื่อแสดงภาพยนตร์ถ้าจังหวะดีเพียง 2-3 วันเท่านั้น เขาก็ได้เข้ากล้องภาพยนตร์ มีหนังสือพิมพ์ประโคมข่าวกันเกรียวกราว เด็กๆ ข้างถนนเริ่มรู้จักหน้าตาอย่างที่ไม่มีใครคาดฝันมาก่อน

“…อย่างไรก็ตามกับจ่าโทพิเชษฐ์ เมื่อได้รู้จักกันแล้ว และข้าพเจ้าก็ได้รู้ว่าเขาเป็นคนจังหวัดเพชรบุรีด้วยกัน เขาอยู่อำเภอท่ายาง ข้าพเจ้าอยู่อำเภอชะอำ ถ้านั่งรถจากกรุงเทพฯ ไปบ้านของข้าพเจ้าอยู่เลยจากบ้านเขาไม่มาก ทั้งคุณแม่ของข้าพเจ้าก็เคยแสดงละครอยู่กับคณะป้าทองอยู่ ที่เขาเรียกกันว่าละครหน้าพระลานนั่นแหละ

“…เท่านั้นแหละที่ข้าพเจ้าก็ดีใจอยู่แล้ว ดีใจที่ได้รู้จักกับคนบ้านเดียวกัน ได้เห็นรูปร่างหน้าตาและหุ่นดาราที่พอจะไปได้ ประกอบกับความเรียบร้อยของเขา เพียงเท่านี้ข้าพเจ้าก็หอบหิ้วเขาไปทุกหนทุกแห่ง

“จ่าโทพิเชษฐ์หมั่นมาหาข้าพเจ้าที่สำนักงานแทบทุกวัน บางครั้งไม่มีจ่าโทสมจ้อยมาด้วย แต่ข้าพเจ้าก็ต้อนรับขับสู้เขาอย่างดี เพราะนิสัยของข้าพเจ้ารักพวกพ้องโดยเฉพาะคนจังหวัดเดียวกันด้วยแล้ว จะไปถึงไหนถึงกัน ความจริงข้าพเจ้าก็ไม่ใช่เจ้าของหนัง ไม่เคยสร้างภาพยนตร์เรื่องใดสักเรื่องเดียว ข้าพเจ้าเป็นเพียงนักหนังสือพิมพ์ เป็นนักประพันธ์ ที่บางครั้งได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ไทยบางบริษัทให้เป็นที่ปรึกษา ให้เป็นหัวหน้าแผนกโฆษณา และบางบริษัทก็มอบให้ข้าพเจ้าทำหน้าที่ฝ่ายจัดตัวแสดงเท่านั้น

“…ไหนๆ ข้าพเจ้าก็ได้คลุกคลีอยู่กับวงการอย่างที่กล่าวมาแล้ว ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะช่วยสนับสนุนคนบ้านเดียวกันอีกสักคนหนึ่งไม่ได้หรือ…

ข้าพเจ้าเริ่มคิดและพร้อม ๆ กันก็เริ่มพาจ่าโทพิเชษฐ์ไปแนะนำให้ผู้อำนวยการสร้างหนังรู้จัก จำได้ว่าข้าพเจ้าพาไปหา “วสันต์ สุนทรปักษิณ” เป็นแห่งแรก หลังจากที่รอคอยจังหวะการตัดสินใจอยู่นานขณะนั้น วสันต์ สุนทรปักษิณ กับ สนั่น นาคสู่สุข กำลังฟอร์มทีมงานจะสร้างภาพยนตร์เรื่อง “เหยี่ยวราตรี” อยู่ที่ใกล้สี่แยกหลานหลวงซึ่งเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะต้องช่วยในการถ่ายทำทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบเท่าที่ข้าพเจ้าจะช่วยได้ เพราะข้าพเจ้าเคยช่วยวสันต์ สุนทรปักษิณ ในครั้งที่เคยถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “เศรษฐ๊อนาถา” จนตลอดเรื่องมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ข้าพเจ้ายังผิดหวังอยู่ ซึ่งมันก็เหมือนความผิดหวังของจ่าโทพิเชษฐ์ด้วย เขาหมดโอกาสไม่ได้ แสดงเป็นเหยี่ยวราตรี ที่ ส. เนาวราช เป็นผู้แต่ง เพราะทางคุณวสันต์และ คุณสนั่นได้รับปากให้ “แมน ธีรพล” แสดงเป็นเหยี่ยวราตรีเสียแล้ว

…และก็นี่แหละมันจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับดวง ของคนเราหรืออะไร ข้าพเจ้าก็เหลือเดา

“ข้าพเจ้าพาเขาไปฝากกับคุณนาย “วัชนี สุจิตรภารพิทยา” ที่โรงภาพยนตร์ เฉลิมชาติ (มูนไลน์) ก่อนหน้าที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่อง ดอกฟ้าในมือโจร แต่ข้าพเจ้าก็ผิดหวังอีก จากนี้ข้าพเจ้าก็มุ่งหน้าพาเขาไปหา “ศิริ ศิริจินดา” ขณะที่คุณศฺริสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง และภาพยนตร์เรื่องนั้นกำลังฉายอยู่ ที่โรงภาพยนตร์แกรนด์ ก่อนหน้าที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่อง “เห่าดง” แต่อย่างไรก็อย่างนั้นข้าพเจ้ากับจ่าโทพิเชษฐ์ยังผิดหวังอยู่เพราะ ศิริ ศิริจินดาให้คำตอบ ให้เขารอจนกว่าจะสร้างเรื่อง “เห่าดง” ขณะเดียวกันก็มีบางคนตำหนิว่า พระเอกที่ข้าพเจ้าพามาฝากเดินไม่หล่อบ้าง และติว่าจมูกไม่สวยบ้าง

…เวลาผ่านไปเกือบ 5 เดือน คุณศิริไม่ได้สร้างเรื่องเห่าดงก่อนแต่กลับไปสร้างเรื่อง หลินฟ้า เสียก่อน พอดีกับคุณรังสรรค์ ตันติวงศ์ เริ่มฟอร์มงานจะสร้างภาพยนตร์เรื่อง “ชาติเสือ” ตกลงกันว่าจะให้ “ประทีป โกมลภิศ” กำกับการแสดงและมี “สุรัส พุกกะเวส” เจ้าของและบรรณาธิการหนังสือ “ดาราไทย” เป็นที่ปรึกษา ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกันกับข้าพเจ้าพาเขาเร่ร่อนต่อไปอีกหลายแห่ง บางวันข้าพเจ้าไม่มีเงินค่าแท็กซี่ ต้องพาเขาขึ้นรถเมล์ จำได้ว่าเขาเป็นคนสูงมาก เวลาไปขึ้นรถเมล์บางคันที่หลงคาเตี้ยไปหน่อย เขายืนสูง หัวเขาเกือบติดหลังคา บางครั้งก็ย่ำต๊อกกันไปเป็นระยะทางไกลๆ

…เมื่อเขาอดทนได้ ข้าพเจ้าก็อดทนได้ ระยะนี้เขามาหาข้าพเจ้าแทบทุกวัน มาจนข้าพเจ้ารู้สึกเกรงใจ ไม่ว่าข้าพเจ้าไปนั่งทำงานที่โรงพิมพ์ (มิตรเจริญ) หรือโรงพิมพ์ ส. การพิมพ์ แถวย่านถนนนครสวรรค์ ผ่านฟ้า เขาจะมานั่งเฝ้าข้าพเจ้าอยู่ จนกว่าข้าพเจ้าจะมีจังหวะว่างงาน หรือข้าพเจ้าเลิกงาน อาศัยที่ว่าเขาแต่งเครื่องแบบทหาร กระเป๋ารถเมล์ไม่เก็บเงิน และเขาพักอยู่กับคุณป้าที่ถนนพะเนียง นางเลิ้ง ไม่ไกลจากโรงพิมพ์ที่ข้าพเจ้าทำงาน และที่ถนนนครสวรรค์ผ่านฟ้า

วันหนึ่งเมื่อได้พบหน้ากัน ข้าพเจ้าก็พาเขาไปที่ สำนักงานหนังสือพิมพ์ “ดาราไทย” ของ สุรัส พุกกะเวส ทันที เพราะรู้ดีว่า เขากำลังจะสร้างกภาพยนตร์เรื่อง “ชาติเสือ” จากบทประพันธ์ของ อรวรรณ อย่างที่กล่าวแล้ว

…แต่แรกภาพยนตร์เรื่อง “ชาติเสือ” ยังหาพระเอกที่จะแสดงเป็นตัว ไวย ศักดา ไม่ได้ คุณสุรัส เคยเสนอแนะให้เอา ชนะ ศรีอุบล และคุณประทีป ฝ่ายกำกับเสนอให้เอา ร.ท. ปัญจะ สุทธรินทร์ แต่ทางคุณรังสรรค์ ผู้อำนวยการสร้างยังลังเลใจอยู่…

…และในใจที่คิดไว้ก็อยากได้พระเอกใหม่แสดงเป็น ไวย ศักดา ตอนนี้จึงเหมือนกับโอกาสและจังหวะของเขา เมื่อสุรัส พุกกะเวส นำเอาข่าวนี้ไปเสนอกับ รังสรรค์ ตันติวงศ์ ว่าข้าพเจ้ามีพระเอกใหม่มาเสนอไว้

วันนั้นเป็นวันที่ 20 พฤศิกายน พ.ศ.2500 ซึ่งเป็นวันที่ข่าพเจ้านั่งแท็กซี่ ไปรับเขาจากดอนเมือง เพื่อมาให้คุณรังสรรค์ผู้สร้าง “ชาติเสือ” ดูตัว แล้วก็ตกลงนัดกันว่าอีก 2 วันข้างหน้า จะยกกลองถ่ายไปถ่ายทำเรื่อง “ชาติเสือ” ที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

…เขาได้เบิกเงินจากคุณรังสรรค์ในการเตรียมตัวและไปตัดเสื้อผ้า ในวันแรก (20 พ.ย. 2500) นี้เป็นเงิน 3,000 บาท และได้ชื่อใหม่จาก พิเชษฐ์มาเป็น มิตร ชัยบัญชา ในวันนั้นเอง โดยข้าพเจ้าและประทีป โกมลภิส ร่วมกันคิดขึ้นมา

จบ

หนัง - นางเอก ของ มิตร ปี 2508

ภาพยนต์ไทยที่อกกฉายในปี 2508 นั้น มี 71 เรื่อง หนังที่มิตรเล่นมีถึง 34 เรื่อง เล่นคู่กับ เพชรา ถึง 25 เรื่อง นับว่ามากเป็นประวัติการณ์ มิตร เลย มีนามสกุล ว่า เพชรา นับแต่ปีนั้น นางเอกของมิตรในปีนี้ มี 3 คน เท่านั้นครับ คือ เพชรา เชาวราษฎร์, พิศมัย วิไลศักดิื (8 เรื่อง) และ นางเอกใหม่ เนาวรัตน์ วัชรา (1 เรื่อง)

หนังดัง (ในใจผม) ของปี 2508 ได้แก่ ชาติเจ้าพระยา เล่นคู่ เพชรา กำกับ โดย ครูเนรมิต, นกขมิ้น, เทพบุตรนักเลง, สุภาพบุรุษนักเลง, (สองเรื่องนี่ชื่อคล้ายกันมาก แถมยังเข้าฉายในเวลาเดียกันอีก เจ้าของหนัง ต้องออกมาย้ำว่า อย่าจำกันสับสน) น้ำเพชร, ชุมทางเขาชุมทอง บทประพันธ์ ของ ส. อาสนจินดา และ ป่า ยังกำกับเอง, อินทรีมหากาฬ

เมื่อเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2507 มีการประกวดนางสาวไทยขึ้นอีกครั้ง เมื่อ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2507 หลังจากที่ได้เว้นไปประมาณ 10 ปี โดยการประกวดจัดขึ้นในงาน วชิราวุธานุสรณ์ วังสราญรมย์ ผู้ได้ตำแหน่งนางสาวไทยประจำปีนี้คือ คุณอาภัสรา หงสกุล ส่วนรองอันดับ 1-4 ได้แก่ คุณอรัญญา นามวงศ์, คุณเนาวรัตน์ วัชรา, ละอองดาว กิริยา และ เสาวนีย์ วรปัญญาสกุล ซึ่งผู้ชนะตำแหน่งนางสาวไทยอาภัสรา หงสกุล ซึ่งในปีต่อมาเธอก็ได้เป็นนางงามจักรวาล ทำให้การประกวดครั้งนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำกันมา ข่าวการประกวดก็จะเป็นข่าวดังของต้นปี 2508 คุณอรัญญา นามวงศ์ และคุณทั้งคุณอรัญญาและคุณเนาวรัตน์เข้าสู่วงการภาพยนตร์ ได้เป็นดาราโด่งดังทั้งคู่ คุณอาภัสรา หงสกุล และ คุณละอองดาว กิริยา ก็เล่นหนังเหมือนกันแต่จะไม่มากเท่าอรัญญา นามวงศ์ หรือ เนาวรัตน์ วัชรา อรัญญา นามวงศ์แสดงหนังประมาณ 202 เรื่อง คุณเนาวรัตน์ วัชราแสดงหนังประมาณ 30 เรื่อง

เรื่องแรกที่เนาวรัตน์ วัชรา แสดง คือ เดือนร้าว และที่น่ายินดี คือ เธอได้รับ ตุ๊กตาทอง ผู้แสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม

เดือนร้าว – เนาวรัตน์ วัชรา

ผู้กำกับ: วิจิตร คุณาวุฒิ
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา เนาวรัตน์ วัชรา ประจวบ ฤกษ์ยามดี อดุลย์ ดุลยรัตน์ วิไลวรรณ วัฒนพานิช เอื้อมเดือน อัษฎา
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 9 ธันวาคม 2508

รายชื่อหนังไทยที่มิตรเล่นในปี 2508 มีดังนี้ครับ

2508 เดือนร้าว เนาวรัตน์ วัชรา คุณาวุฒิ
2508 นางสาวโพระดก พิศมัย วิไลศักดิ์ คุณาวุฒิ
2508 ลมหวน เพชรา เชาวราษฎร์ ดอกดิน กัญญามาลย์
2508 5 พยัคฆ์ร้าย เพชรา เชาวราษฎร์-มิสจีนาฮัน เนรมิต
2508 ครุฑเพชร พิศมัย วิไลศักดิ์ เนรมิต
2508 ชาติเจ้าพระยา เพชรา เชาวราษฎร์ เนรมิต
2508 เสือข้ามแดน เพชรา เชาวราษฎร์ เนรมิต
2508 เงิน เงิน เงิน เพชรา เชาวราษฎร์ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ
2508 จอมใจ เพชรา เชาวราษฎร์ พันคำ
2508 จามรี-สีฟ้า พิศมัย วิไลศักดิ์ พันคำ
2508 ใจฟ้า เพชรา เชาวราษฎร์ พันคำ
2508 นกขมิ้น เพชรา เชาวราษฎร์ พันคำ
2508 หยกแก้ว เพชรา เชาวราษฎร์ พันคำ
2508 สาวเครือฟ้า พิศมัย วิไลศักดิ์ มารุต
2508 วังเสือ เพชรา เชาวราษฎร์ มารุต-เนรมิต
2508 ขวัญชีวิต เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2508 ฉัตรดาว เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2508 ชาติฉกรรจ์ เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2508 ชื่นชีวัน เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2508 เทพบุตรนักเลง เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2508 แผ่นดินสวรรค์ เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2508 เลือดนอกอก เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2508 อ้อมอกดิน เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2508 มังกรดำ เพชรา เชาวราษฎร์ วิชัย เชยประทุม
2508 ชุมทางเขาชุมทอง พิศมัย วิไลศักดิ์ ส.อาสนจินดา
2508 น้องนุช เพชรา เชาวราษฎร์ ส. อาสนจินดา
2508 น้ำผึ้งป่า เพชรา เชาวราษฎร์ ส. อาสนจินดา
2508 น้ำเพชร เพชรา เชาวราษฎร์ ส. อาสนจินดา
2508 มงกุฎเพชร พิศมัย วิไลศักดิ์ ส. อาสนจินดา
2508 ลูกของแม่ เพชรา เชาวราษฏร์ ส. อาสนจินดา
2508 สุภาพบุรุษนักเลง เพชรา เชาวราษฎร์ ส. อาสนจินดา
2508 หนึ่งในสยาม พิศมัย วิไลศักดิ์ ส. อาสนจินดา
2508 อินทรีมหากาฬ พิศมัย วิไลศักดิ์ ส. อาสนจินดา
2508 ถิ่นผู้ดี เพชรา เชาวราษฎร์ สนั่น จรัสศิลป์

นางเอกของมิตร – พิศมัย วิไลศักดิ์

เป็นรอง เพชรา เชาวราษฎร์ ในเรื่องจำนวนหนังที่แสดงร่วมกับมิตร ด้วยจำนวน 8 เรื่อง แต่มี 2 เรื่อง ที่ได้รับคัดเลือกเป็นภาำยนต์ยอดเยี่ยม ในปี 2507, 2508

นางสาวโพระดก

ได้รับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในงานประกวดตุ๊กตาทองครั้งที่ 7 ประจำปี 2507 (17 มีนาคม 2508)
ผู้กำกับ: วิจิตร คุณาวุฒิ (แหลมทองภาพยนตร์)
บทประพันธ์ของ รพีพร
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, อดุลย์ ดุลยรัตน์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, โสภา สถาพร
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 12 มีนาคม 2508


ในตอนที่หนัง นางสาวโพระดกเข้าฉาย เพลงประกอบหนัง ในชื่อเดียวกันก็ดังทั่วเมืองไทย

เพลงโพระดก (ที่มา http://www.maemaiplengthai.com )

เพลง…โพระดก

เสียงนก โพระดก
มันร้อง โฮ่กโป๊ก โฮกโป๊ก อยู่หนไหน เอ่ย เออ เอิง เอย
พระพุทธเจ้าข้า
จับกิ่งเพกา นั่นเป็นไร

ตัวมัน เขียวเขียว
บินเลี้ยวไป เข้าโพรงไม้ ทางนี้เอย
เสียงนก โพระดก
มันร้อง โฮ่กโป๊ก โอ่กโป๊ก ส่งเสียงใส เอ่อ เออ เอิง เอย

พระพุทธเจ้าข้า
อยากจับตัวมา เข้ากรงใจ
ฟังมัน เพ้อพก โฮ่กโป๊กไป
กักตัวไว้ ฟังเสียงเอย

ฉันรักโ พระดก
มันร้องโอ่กโป๊ก โฮ่กโป๊ก อยู่หนไหน เอ่อ เออ เอิง เอย
พระพุทธเจ้าข้า
ช่วยจับตัวมา เถิดไวไว

มันเปรียว เลี้ยววับ บินลับไป
เข้ากรงใจ ใครแล้วเอย


เครดิตภาพ : ด.ช.ธนภัทร http://www.thaifilm.com/forumDetail.asp?topicID=4659&page=5&keyword=

ครุฑเพชร

ผู้กำกับ: เนรมิต
บทประพันธ์: ส. เนาวราช, พนมเทียน, อ้อย อัจฉริยะกร
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, แมน ธีระพล, ส.อาสนจินดา, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, อดุลย์ ดุลยรัตน์
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 21 พฤษภาคม 2508

สาวเครือฟ้า

ได้รับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในงานประกวดตุ๊กตาทองครั้งที่ 8 ประจำปี 2508
สาวเครือฟ้าได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง 3 รางวัล คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม และพากย์เสียงยอดเยี่ยม
ผู้กำกับ: มารุต
บทประพันธ์: ประเสริฐอักษร (กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์) โดยดัดแปลงมาจากอุปรากร เรื่อง มาดามบัตเตอร์ฟลาย ของจาโกโม ปุชชีนี
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, น้ำเงิน บุญหนัก, สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 8 ตุลาคม 2508

สาวเครือฟ้า สร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2495 กำกับโดย มารุต นำแสดงโดย วิไลวรรณ วัฒนพานิช, ชลิต สุเสวี, สอางค์ ทิพยทัศน์, สมพงษ์ พงษ์มิตร ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างชื่อเสียงให้กับวิไลวรรณ จนได้รับฉายาว่า “นางเอกเจ้าน้ำตา” ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม รางวัลตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2500

เพลงสาวเครือฟ้า (น้ำใจชาวเหนือ) แต่งคำร้องและทำนองโดย พยงค์ มุกดา ขับร้องครั้งแรกโดย พรทิพา บูรณกิจบำรุง นำมาขับร้องใหม่โดย บุษยา รังสี

หมู่เฮาเอยฟังข้าเจ้าเผยถ้อยวาที
ก่อนเกยมีสาวงามตี้ชื่อเครือฟ้า
ผู้ชายชาวใต้แอ่วมาชื่อนามว่าร้อยตรีพร้อม
ได้เครือฟ้าชมสมอุราดมดอม
แล้วก็จากไปทิ้งให้สาวตรอม
สาวซื่อบ่ยอมผูกพันชายใด
สาวเหนือจ๋าร้อยตรีกลับมาเจียงใหม่
พร้อมด้วยเมียฮักฮ่วมใจเธอชื่อจำปาหน้าผ่องใส
มาก่อวิวาทให้บาดใจเครือฟ้าหาใครจุนเจือ
สิ้นวาสนาสาวเอยเครือฟ้าจึงลาตาย
ชีพวางวายถือความสัตย์ไว้ยิ่งเหลือ
นี่คือน้ำใจสาวเหนือดุจเกลือฮักษาความเค็ม
หนุ่มชาวใต้อย่าใช้ความฮักเป็นเกม
รูปหล่อปากหวานระรานเลาะเล็ม
เห็นหญิงเป็นเกมแห่งกามกีฬา
สาวเอ๋ยสาวข้าเจ้าจะเตือนสาวว่า
สงวนใจกันไว้บ้างหนาใจอ่อนเกินไปจะหมดค่า
ดังแม่ปิงไหลบ่กลับมาดังสาวเครือฟ้าอาดูร….

จามรี-สีฟ้า

ผู้กำกับ: พันคำ (พร้อมสิน สีบุญเรือง)
บทประพันธ์: ป. พิมล
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, ไชยา สุริยัน, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, เชาว์ แคล่วคล่อง, พันคำ
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 11 มิถุนายน 2508

ชุมทางเขาชุมทอง

ผู้กำกับ: ส. อาสนจินดา
บทประพันธ์: ส. อาสนจินดา
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, เอื้อมเดือน อัษฎา, ชนะ ศรีอุบล, ทักษิณ แจ่มผล
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 27 สิงหาคม 2508

มงกุฎเพชร

ผู้กำกับ: ส. อาสนจินดา
บทประพันธ์:
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, เอื้อมเดือน อัษฎา, ชนะ ศรีอุบล, ทักษิณ แจ่มผล, อดุลย์ ดุลยรัตน์, ชฎาพร วชิรปราณี, ฤทธี นฤบาล, สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 5 มีนาคม 2508

หนึ่งในสยาม

ผู้กำกับ: ส. อาสนจินดา
บทประพันธ์:
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, อดุลย์ ดุลยรัตน์, รุจน์ รณภพ, อนุชา รัตนมาลย์
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 11 มิถุนายน 2508

อินทรีมหากาฬ

ผู้กำกับ: ส. อาสนจินดา
บทประพันธ์: ส. เนาวราช
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, ไชยา สุริยัน, ทักษิณ แจ่มผล, ฤทธี นฤบาล, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, อดุลย์ ดุลยรัตน์, อนุชา รัตนมาลย์, ใจดาว บุษยา, โยธิน เทวราช, อภิญญา วีระขจร, สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต, ถวัลย์ คีรีวัตน์, สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 28 มกราคม 2508

มิตร-เพชรา

ลมหวน

ผู้กำกับ: ดอกดิน กัญญามาลย์
บทประพันธ์: แก้วฟ้า
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, สุวิน สว่างรัตน์, ชฎาพร วชิรปราณี, ปรียา รุ่งเรือง, ดอกดิน กัญญามาลย์ (ดอกดิน กัญญามาลย์ ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ประเภทนักแสดงประกอบชายยอดเยี่ยม)
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 11 มิถุนายน 2508

เพลง ป่าลั่น
เพลงประกอบภายนต์เรื่อง เทพบุตรนักเลง
คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร
ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน
คณะสุเทพโชว์-เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้อง

(ช) เมื่ออาทิตย์อุทัย (ฮ้า…) ส่องทั่วท้องถิ่นไพร (ฮ้า…) โลกแจ่มใสอีกครั้ง (ฮ้า…)
(ญ) เหม่อมองนกโผบิน (ฮ้า…) แว่วธารรินไหลหลั่ง (ฮ้า…) ป่าลั่นดังสะท้านใจ (ฮ้า…)

(พ) แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาวันใหม่ พวกเราแจ่มใสเหมือนนกที่ออกจากรัง
ต่างคนรักป่า ป่าคือความหวัง เลี้ยงชีพเรายัง ฝังวิญญาณนานไป
ตื่นเถิดหนาอายนกกามันบ้าง แผ่นดินกว้างขวางถางคนละมือละไม้
รอยยิ้มของเมีย ชโลมฤทัย ซับเหงื่อผัวได้ ให้เราจงทำดี (ดนตรี)

เสื้อผ้าขี้ริ้วปลิวพราะแรงลมเป่า กลิ่นไอพวกเราเขาคงจะเดินเมินหนี
คราบไคลไหนเล่าเท่าคราบโลกีย์ เคล้าอเวจีหามีใครเมินมัน
โลกจะหมองครองน้ำตาความเศร้า แบ่งกันว่าเขาแล้วเราเศร้าจริงใจฉัน
ป่ามีน้ำใจใสแจ่มทุกวัน รักป่าไหมนั่นเมื่อป่าลั่นความจริง

เพลงป่าลั่น ขับร้องโดย คณะสุเทพโชว์ และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เป็นเพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่อง “เทพบุตรนักเลง” จากการสร้างของ นันทนาครภาพยนตร์ โดยการกำกับการแสดงของรังสี ทัศนพยัคฆ์ อำนวยการสร้างโดย ชรินทร์ นันทนาคร ออกฉายเมื่อปี 2508 ที่โรงภาพยนตร์เอ็มไพร์ นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา,เพชรา เชาวราษฎร์,รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง,ส.อาสนจินดา,เอื้อมเดือน อัษฎา,ทัต เอกทัต,ล้อต๊อก,ดอกดิน

ต่อมาเพลงนี้ได้ถูกนำไปประกอบภาพยนตร์เรื่องป่าลั่น ชื่อเดียวกับชื่อเพลง โดย อัมพรภาพยนตร์ ออกฉายในปี 2511 นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี,พิศมัย วิไลศักดิ์,ภาวนา ชนะจิต กำกับการแสดงโดย ส.อาสนจินดา แต่คราวนี้เพลงป่าลั่นได้ถูกขับร้องโดย ครูชรินทร์ นันทนาคร

เพชรตัดเพชร

ผู้กำกับ วิจิตร คุณาวุฒิ, พร้อมสิน สีบุญเรือง, ประกอบ แก้วประเสริฐ
อำนวยการสร้าง ปริญญา ทัศนียกุล
บทภาพยนตร์ เศก ดุสิต และ ส. เนาวราช
นักแสดงนำ มิตร ชัยบัญชา, ลือชัย นฤนาท, เพชรา เชาวราษฎร์, เรจิน่า ไป่ปิง (Regina Pai Ping), เกชา เปลี่ยนวิถี, อดุลย์ ดุลยรัตน์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, พันคำ, เชาว์ แคล่วคล่อง, พูนสวัสดิ์ ธีมากร, ล้อต๊อก, มาลี เวชประเสริฐ,ชาย มีคุณสุด, เชาว์ มีคุณสุด, ชุมพร เทพพิทักษ์
กำกับภาพ โชน บุนนาค
ตัดต่อ ปง อัศวินิกุล
วันที่เข้าฉาย 5 เมษายน พ.ศ. 2509
ความยาว 138 นาที

เพชรตัดเพชร บทประพันธ์ของ เศกดุสิต และ ส.เนาวราช สร้างโดย ปริญญา ทัศนียกุล แห่งบริษัทสหการภาพยนตร์ไทยจำกัดใช้ผู้กำกับการแสดงถึง 3 ท่านคือ วิจิตร คุณาวุฒิ เจ้าของฉายาเศรษฐีตุ๊กตาทอง พร้อมสิน สีบุญเรือง และ ประกอบ แก้วประเสริฐ

เพชรตัดเพชร สร้างในระบบ 35 ม.ม.ซีเนมาสโคป สีอิสต์แมน เสียงในฟิล์ม ตามแบบมาตรฐานโลก การเลือกพระเอกคนดังอย่างมิตร ชัยบัญชา ให้มาประกบกับการกลับมาของพระเอกเก่าลือชัย นฤนาท ถือเป็นจุดขายอย่างหนึ่งที่ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างที่ นำดี วิตตะ เคยนำ มิตร ชัยบัญชา ชนกับ สมบัติ เมทะนี มาแล้วในเรื่อง สิงห์ล่าสิงห์ (2507) ขาดเสียมิได้ ก็คือต้องมีนางเอกคู่ขวัญเพชรา เชาวราษฎร์ มาร่วมแสดง ซึ่งครั้งนี้เพชราต้องประชันความงามความสามารถกับเรจิน่า ไป่ปิง ดาราสาวจากฮ่องกง ที่มารับบทนางเอกคู่กัน นอกจากนี้ยังมี เกชา เปลี่ยนวิถี-อดุลย์ ดุลยรัตน์-วิไลวรรณ วัฒนพานิช พร้อมดาราอีกมากร่วมแสดง

จุดเด่นของเพชรตัดเพชร อย่างแรกที่เห็นชัดก็คือการทำถ่ายด้วยฟิล์ม 35 ม.ม.แล้วมาบันทึกเสียงพากษ์ เสียงดนตรีลงในฟิล์ม ทำให้มีความสมจริงในเรื่องคุณภาพเสียง ซึ่งต่างจากหนัง 16 ม.ม.ในยุคนั้นที่ใช้การพากษ์สดๆ ฉากวิวทิวทัศน์ของเกาะฮ่องกงก็เป็นที่ตื่นตาตื่นใจคนไทยสมัยนั้น บทบู๊ก็เล่นได้มันสะใจโดยเฉพาะฉากที่มิตรกับลือชัย ตะบันฟาดปากกันแบบถึงพริกถึงขิงไม่มีใครแพ้ใครชนะ และยังมีฉากที่มิตรขับรถยนต์หนีตำรวจพอไปถึงบึงน้ำที่ขวางหน้า มิตรก็ขับรถคันนั้นวิ่งลงน้ำแล่นไปได้เหมือนเรือ ทำเอาคนดูชอบอกชอบใจและที่ทุกคนจดจำได้แม่นก็คือ 2 เพลงเอก เพลง เพชรตัดเพชร ขับร้องโดยคณะสุเทพโชว์ วงดนตรีซิลเวอร์แซนด์ และเพลง ดวงใจ ขับร้องโดย สวลี ผกาพันธ์ วงดนตรีฟรังโก้ ทอมเบสต้า

เพชรตัดเพชร เปิดฉากเมื่อยอด (ลือชัย นฤนาท) สมุนมือขวาของ มิสเตอร์ตัน (เกชา เปลี่ยนวิถี) หักหลังฆ่าชาติ (มิตร ชัยบัญชา) แล้วชิงเอายาเสพติดหนีไปเกาะฮ่องกง แต่ยอดก็ถูกมิสเตอร์ตันซ้อนแผนดัดหลังอีกที ยอดจึงกลับกรุงเทพฯมาพร้อมกับ ไป่หลู (เรจิน่า ไป่ปิง) สายลับสาวซึ่งมาในมาดนักร้อง
ร.ต.ท. ศักดิ์ชัย (มิตร ชัยบัญชา) ตำรวจหนุ่มจากกองปราบที่มีหน้าตาคล้ายชาติ จึงถูกวางตัวให้ปลอมเป็นชาติ เข้าไปเป็นแขนขวาของมิสเตอร์ตัน เพื่อปราบปรามเหล่าร้าย ภายหลังยอดและรัศมี (เพชรา เชาวราษฎร์) คนรัก พร้อมด้วยศักดิ์ชัย และไป่หลูได้ร่วมมือกันกำจัด ใจสมร (วิไลวรรณ วัฒนพานิช) หัวหน้าใหญ่ เหตุการณ์จึงทวีความตื่นเต้นยิ่งขึ้นสมกับชื่อหนัง

เพชรตัดเพชร ออกฉายครั้งแรก วันที่ 5 เมษายน 2509 ที่โรงภาพยนตร์ เฉลิมเขตร์

คุณมนัส กิ่งจันทร์ แห่ง thaifilm.com เขียนถึง เพชรตัดเพชร ต่อ ดังนี้

งานรำลึก 32 ปี มิตร ชัยบัญชา ที่ ศาลาเฉลิมกรุง ผ่านไปอีกครั้ง
เสียงเรียกร้องที่มีอยู่ทุกปี ก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิมว่าจะมีโอกาสได้ดูหนังดังๆ อย่างเรื่อง เพชรตัดเพชร อีกหรือไม่

…..

ย้อนกลับไปเมื่อเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2509 โรงภาพยนตร์ เฉลิมเขตร์ (สะพานยศเส) ได้นำหนัง 35 ม.ม.เรื่องแรกของมิตร ชัยบัญชา เรื่อง เงิน เงิน เงิน มาฉายประมาณ 3 เดือนเศษ ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ให้กับโรงภาพยนตร์เฉลิมเขตร์ ซึ่งต่อมามิตร ชัยบัญชา-เพชรา เขาวราษฎร์ ก็ได้รับโล่เกียรติคุณในฐานะดาราคู่ขวัญจากหนังเรื่องนี้

เงิน เงิน เงิน สร้างโดยละโว้ภาพยนตร์ มีความยาวถึง 3 ชั่วโมง 20 นาที เป็นหนังที่โด่งดังมากเพราะมีเนื้อหาดี เพลงไพเราะ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า หนังที่รอโปรแกรมเข้าฉายถัดมาอีกเรื่องจะสามารถล้มแชมป์อย่างเงิน เงิน เงิน ลงได้สำเร็จ หนังที่ชื่อติดปากคนรักหนังไทยมาจนถึงทุกวันนี้ และขึ้นแท่นเป็นหนังมิตรอันดับหนึ่ง ที่ถูกเรียกร้องให้นำมาฉายอีก นั่นคือ เพชรตัดเพชร

เพชรตัดเพชร เป็นหนังที่ยังติดปากและมีคนพูดถึงตลอดมา ผู้เขียนก็เป็นอีกคนที่อยากดู เพชรตัดเพชร แต่ก็ไม่มีโอกาสเพราะไม่มีใครเอามาฉาย วีดีโอเทปที่เป็นความหวังสุดท้ายก็ไม่มีค่ายไหนทำไว้เลย

แล้วเมื่อถึง 100 ปีภาพยนตร์ในประเทศไทย หอภาพยนตร์แห่งชาติ ก็นำหนังไทยเก่าๆ มาฉายให้ดูตลอดทั้งปีทุกคืนวันศุกร์ที่โรงหนัง อลังการ ถนนเจ้าฟ้า ในจำนวนนั้นเพชรตัดเพชร มีกำหนดฉายในวันที่ 3 ตุลาคม 2540 ครั้งแรกนึกว่าเป็นเพชรตัดเพชร (2527) รุ่นที่แสดงโดยสรพงศ์ ชาตรี-อภิรดี ภวภูตานนท์ ที่หลายคนบอกว่า ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่รุ่น มิตร ชัยบัญชา ได้ เมื่อเช็คข่าวแน่นอนว่า เป็นรุ่นมิตร จึงได้แต่เฝ้ารอคอยให้ถึงวันนั้น

เมื่อถึงวันฉาย ผู้เขียนพร้อมกับเพื่อน ๆ ก็รีบไปแต่หัวค่ำ ที่ไหนได้พอไปถึงกลับมีคนดูเข้าไปเกือบเต็มโรงหนังแล้ว บ้างก็ยืน บ้างก็นั่งกับพื้น เพชรตัดเพชรชุดนี้ ฉายจากกากหนัง16ม.ม.สโคปเสียงในฟิล์มหนังออกสีแดงแล้ว มีเส้นฝนเล็กน้อย เสียงไม่ใสเท่าที่ควร แต่ยาว 2 ชั่วโมง 20 นาที นั่นเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้กลับมาดู เพชรตัดเพชร แบบอิ่มตาอิ่มใจ

แม้ว่าหอภาพยนตร์ฯ จะมีฟิล์มเพชรตัดเพชร แต่เมื่อพันธมิตรฟิล์ม นำอัศวินดาบกายสิทธิ์ (2513) กลับมาจากฮ่องกงในสภาพฟิล์มสีสวยสดสมบูรณ์และฉายในวันที่ 8 ตุลาคม 2541 ที่ศาลาเฉลิมกรุง ก็ยิ่งทำให้คนรักมิตร ชัยบัญชา หวังที่จะได้เห็นเพชรตัดเพชร ในสภาพฟิล์มสีสวยสดบ้าง พันธมิตรฟิล์มจึงเริ่มสืบหาฟิล์มต้นฉบับเพชรตัดเพชรว่าจะมีอยู่หรือไม่

“เฮียหลอ” พิชัย น้อยรอด คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่สัมผัสฟิล์มต้นฉบับ(เนกาตีฟ)เพชรตัดเพชรเป็นคนสุดท้ายเมื่อครั้งนำกลับมาฉายในปี 2518 ที่โรงภาพยนตร์สามย่าน ยืนยันว่าฟิล์มต้นฉบับเก็บอยู่ที่แลบฮ่องกง แต่จะมีค่าใช้จ่ายสูงมากถ้าไปเอากลับมา และว่าน่าจะมีฟิล์มก๊อปปี๊หลงเหลืออยู่บ้างในไทยเพราะทำไว้หลายชุด

การตามล่าฟิล์มเพชรตัดเพชรจึงเริ่มแต่บัดนั้น โชคดีที่มีคนอ่านพบในหนังสืออาถรรพณ์วิญญาณมิตร ชัยบัญชา แล้วแจ้งข่าวมายังพันธมิตรฟิล์ม เมื่อติดต่อไปจึงทราบว่าที่บริการมานะภาพยนตร์จังหวัดสุรินทร์ได้เก็บฟิล์ม 35 ม.ม.เรื่อง เพชรตัดเพชร ไว้หนึ่งชุดจริง แต่มานะ แสงกล้า ผู้ถือฟิล์มบอกว่า” ไม่ขาย ไม่ให้ยืม แต่ไม่ขัดข้องถ้าจะมาดู”

…..

ปลายปี 2541 พันธมิตรฟิล์มและผู้เขียนจึงออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปสุรินทร์เพื่อดูฟิล์มหนังชุดนี้ คณะของเราไปถึงสุรินทร์เกือบ 6 โมงเย็น มานะจัดแจงต้อนรับขับสู้อย่างดี มีการตั้งจอหนังกลางแปลงขนาดใหญ่เพื่อฉายให้เราดู

เมื่อเข้าไปในบ้านของมานะ สิ่งที่เราตะลึงก็คือ มีกระเป๋าใส่ฟิล์มหนังสีน้ำตาล 2กระเป๋าเขียนชื่อไว้ว่า เพชรตัดเพชร ตั้งวางไว้บนโต๊ะตรงกลางมีกรอบรูปมิตร ชัยบัญชาขนาดใหญ่พร้อมกับกระถางธูปเทียนและเครื่องเซ่นไหว้ ดูจากก้านธูปเป็นกำ ๆ ก็เชื่อว่า มานะเซ่นไหว้ดวงวิญญาณมิตร ชัยบัญชากับฟิล์มหนังนี้มานานแล้ว หลังจากเราจุดธูปไหว้ดวงวิญญาณมิตรเสร็จ มานะก็เริ่มเล่าความเชื่อในดวงวิญญาณมิตรให้เราฟังและว่าเพิ่งให้เด็กหนังนำฟิล์มออกมาตรวจเช็คเมื่อรู้ว่าเราจะมาดู

จากการตรวจสภาพฟิล์มพบว่า ฟิล์มชุดนี้เป็นชุดที่เฮียหลอพิมพ์ก๊อปปี๊ใช้ฉายในปี 2518 เพราะมีฟิล์มอยู่ 6 ม้วนเต็ม ยาว 2 ชั่วโมง การเจรจาเบื้องต้นเราไม่มีทางจะได้ฟิล์มชุดนี้กลับกรุงเทพฯ แน่ เมื่อเริ่มฉายเราจึงตั้งใจดูอย่างจริงจัง ลืมแม้กระทั่งอาหารมื้อใหญ่ที่มานะเตรียมมารับรอง “ดูไป กินไปก็ได้ ” มานะพูดเตือนเราบ่อยๆ แต่ใจเรากลับโหยหิวที่จะดูหนังมากกว่า หูตาเราจึงอยู่ที่จอหนัง แม้สีหนังจะออกสีแดงจางๆ แต่ก็ยังมีสีอื่นให้เห็น ภาพยังคมชัด เสียงใสแจ๋ว ดีกว่าชุดที่หอภาพยนตร์ฯเก็บรักษาไว้ หนังจบแล้ว แต่มานะก็ยังคงงง ๆ กับคณะเราที่เดินทางไกลมาเพื่อดูหนังโดยเฉพาะ แต่สำหรับเรายังไม่จบตามหนัง “ทำอย่างไรจะให้คนรักมิตรได้ดูหนังเรื่องนี้อีก“ “ถ้าปล่อยฟิล์มทิ้งไว้ไม่เกิน1-2 ปี ฟิล์มก็จะยิ่งสีแดงมากกว่านี้ “ “ถ้าฟิล์มบิดงอหรือเน่าก่อน เพชรตัดเพชรก็ต้องสูญพันธ์แน่ ” “เนกาตีฟฮ่องกงจะมีจริงหรือ ต้องใช้เงินเท่าไรก็ไม่รู้ จึงจะได้กลับมา ” เป็นคำถามที่เราพูดคุยกันตลอดเดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่ในใจลึกๆพันธมิตรฟิล์ม ก็ยังตั้งความหวังที่จะได้ฟิล์มชุดนี้กลับคืนสู่จอเงินอีกครั้ง

จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีข่าวว่า จะมีใครพบฟิล์มหนังเพชรตัดเพชรก๊อปปี๊อื่นๆ อีกเลย จึงเชื่อว่าฟิล์มชุดที่มานะ ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้บูชาดวงวิญญาณมิตร ชัยบัญชานั้นเป็นก๊อปปี๊ชุดสุดท้ายจริงๆ แต่นั่นเป็นเพียงปัญหาด้านฟิล์มหนังที่ยังไม่ได้มา ถ้าได้มาก็ยังมีปัญหาด้านลิขสิทธิ์อีกเพราะจนถึงวันนี้ ทายาทของผู้สร้างก็ยังไม่พร้อมที่จะมอบเพชรตัดเพชรให้ออกเผยแพร่เลย

เพชรตัดเพชรที่มีอยู่ก็เหมือนกับไม่มีเพราะดูจะติดขัดไปหมดทุกอย่าง ถ้าอยากดูจริงๆก็ต้องรอให้หอภาพยนตร์ฯ จัดฉายหรือมิฉะนั้นก็ต้องถ่อสังขารไปถึงสุรินทร์และก็ไม่รู้ว่าฟิล์มที่มานะตั้งบูชาไว้จะทนสู้กับสภาพดินฟ้าอากาศได้อีกนานแค่ไหน

อนิจจา เพชรตัดเพชร หนังฟอร์มใหญ่เมื่อปี 2509 จะต้องมาจบชีวิตลงด้วยเหตุผลเพียงแค่นี้หรือ

เพชรตัดเพชรอยู่ในใจคนรักหนังไทยมาช้านานและยังมีคนรุ่นใหม่ที่เฝ้ารอคอยการกลับมาอย่างไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ดูหรือไม่ ถ้านับถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 36 ปีแล้วที่เพชรตัดเพชรเป็นเพียงอดีตแห่งความทรงจำที่เราท่านนึกถึงและต้องวาดภาพขึ้นมาเองยามคิดถึง

แม้ เพชรตัดเพชร จะเป็นเพชรแท้ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่แห่งใด เพชรก็ยังเป็นเพชรตลอดไป แต่ถ้าจะให้ยิ่งใหญ่สมคุณค่าและติดตราตรึงใจคนไทยไปชั่วลูก ชั่วหลาน เพชรตัดเพชร ก็ไม่ควรอยู่ในมือใครคนใดคนหนึ่ง ควรอย่างยิ่งที่ เพชรตัดเพชรจะกลับคืนสู่มือประชาชนมากกว่า
…………………………….

จาก: มนัส138
วันที่: 11/10/48 – 0:48 น.

ฟังเพลง ดวงใจ ที่มิสไป่หลูร้องห้พระเอก มิตร ของเราฟัง ที่ไนท์คลับ กันดีกว่าครับ
แล้วก็ไปหาหนังเรื่องนี้มาดู มีวางจำหน่ายในรูปแบบ DVD แล้วครับ
เพลง: ดวงใจ
ศิลปิน: สวลี ผกาพันธุ์

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA

*ลา ลา ลา ลา ลา ลา ลา ลา ลา
ลา ลา ลา ลา ลา ลา ลา ลา
ลา ลา ลา ลา ลา
**ดวงใจ ทุกคนมีสิทธิ์จะรักกันได้
ถึงอยู่ห่างไกล ก็ยังส่งใจไปถึง
อ้อมแขนของฉัน คอยสัมพันธ์ รักอันตราตรึง
คอยวันสุขซึ้ง จากดวงใจ ที่จริงจังมั่นคง
เธอเป็นคนต่างแดน แต่แนบแน่น ด้วยไมตรี สูงส่ง
มีใจรักมั่นคง ฮืม…ไม่มีผู้ใดเสมอ
เธอเป็นความสว่าง พร่างดังเพชร ประกายเลิศเลอ
ฉันได้จุมพิศ จากเธอ
ฉันภูมิใจ และสุขใจทุกคืนวัน
(ดนตรี)
*
**
ฉันสุขใจ ทุกคืนวัน

หนัง - นางเอก ของ มิตร ปี 2507

ปีนี้นับเป็นปีตั้งต้น ของ ยุค มิตร-เพชรา เปิดศักราชด้วย หนังของ ดอกดิน เจ้าของสโลแกน ล้านแล้วจ้า
หนังในยุคนั้นจะมีหลักชัย อยู่ที่ ทำรายได้ เกิน 1 ล้านบาท ถ้าทำได้ หนังเรื่องถือว่าประสพความสำเร็จในเรื่องความนิบม

หนังของ ดอกดิน กัญญามาลย์ เรื่องแรก คือ แพนน้อย (2506) ดอกดินสร้างหนังปีละเรื่อง และพระเอก-นางเอกหนังของดอกดิน ต้องเป็น มิตร-เพชรา ดาราชวัญใจมหาชนเสมอ

ปี 2507 หนังของดอกดิน คือ นกน้อย บทประพันธ์ ของ ป. พิมล ผู้ประพันธ์ผูกขาดของหนัง ดอกดิน

อันที่จริงหนังเรื่องแรกที่ ดอกดิน เกี่ยวข้องกับ มิตร-เพชรา คือ บันทึกรักของพิมพ์ฉวี ดอกดิน เป็นผู้หนึ่งที่ชักนำ เพชรา (ชื่อจริงว่า เอก เชาวราษฎร์) เข้าสู่วงการ แถมยังตั้งชื่อให้ว่า “เพชรา” ด้วย

เพชรา เชาวราษฎร์ หรือ “คุณอี๊ด” มีชื่อจริงนามสกุลจริงว่า “เอก เชาวราษฎร์” เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2486 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวจังหวัดระยอง มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน โดย เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นคนที่ 4 เพชรา เชาวราษฎร์ ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ หลังจากที่ชนะการประกวดธิดาเมษาฮาวาย เมื่อปี พ.ศ.2504 จากการชักชวนของ ศิริ ศิริจินดา แห่งบริษัทจินดาวรรณภาพยนตร์ และดอกดิน กัญญามาลย์ ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2505 เพชรา เชาวราษฎร์ ได้ประเดิมภาพยนตร์เรื่องแรก “บันทึกรักของพิมพ์ฉวี” คู่กับ มิตร ชัยบัญชา ขณะอายุได้ 19 ปี จากนั้นทั้งคู่ก็กลายเป็นดาราคู่ขวัญ สัญลักษณ์ของภาพยนตร์ไทยมาตลอดจนกระทั่งหยุดการแสดงในปี พ.ศ.2521

ด้านผลงานในวงการอาจเรียกได้ว่า เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นนางเอกต้นแบบของวงการหนังไทย เธอมีผลงานในฐานะเป็นนางเอกหรือผู้แสดงนำกว่า 300 เรื่อง ตลอดช่วงเวลาเกือบ 20 ปีในอาชีพนักแสดง

“สมัยนั้น แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกได้รับค่าตัว 3 พันบาท และเคยได้ค่าตัวสูงสุด 5 หมื่นบาท ช่วงที่เข้าวงการใหม่ ๆ ดิฉันอดนอนไม่เป็น พอถ่ายหนังไปถึงเที่ยงคืนก็ง่วง พูดไม่รู้เรื่องแล้ว…ช่วงที่มีงานเยอะ ดิฉันถ่ายหนังทุกวัน วันละ 2 เรื่อง ถ่ายทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่เคยเล่นตัวเลยค่ะ แต่งานเยอะมากจนไม่มีเวลาจริง ๆ แม้แต่เวลาพักผ่อนยังไม่มี” เพชรา เชาวราษฎร์ เล่าถึงงานที่รักในอดีต

“ที่มีคนพูดกันว่า ดิฉันหยอดตาเพื่อให้ตาหวานตาสวย คิดดูสิว่า เล่นหนังมากี่เรื่องล่ะ คงจะหยอดตามาตลอด…ตาจึงมีปัญหาอย่างนี้ แต่นั่นไม่เป็นความจริงเลยค่ะ สาเหตุเป็นเพราะดิฉันร้องไห้เยอะ ไม่ได้พักดวงตา และขับรถเองตลอด ประกอบกับสมัยนั้น ถ่ายหนังต้องใช้ไฟแรง หรือใช้รีเฟล็กซ์เยอะ ช่วงหลัง ๆ เมื่อปี 2513 ดิฉันเริ่มแสบตา ถูกแอร์รถยนต์ก็แสบ แต่ดิฉันก็ยังขับรถไปถ่ายหนังต่างจังหวัดเอง และอดทนแสดงภาพยนตร์จนถึงเรื่องสุดท้ายคือ “ไอ้ขุนทอง” เข้าฉายในปี 2520″

ด้านชีวิตส่วนตัว เพชรา เชาวราษฎร์ สมรสกับ ชรินทร์ นันทนาคร ศิลปินนักร้อง นักแสดง ผู้กำกับภาพยนตร์ ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2541 ที่ถึงแม้ตอนนี้นัยน์ตาเพชราจะบอดสนิท แต่ ชรินทร์ ก็ยังคงอยู่ดูแลเป็นคู่ชีวิตจนถึงทุกวันนี้

และ มีหนังของศิลปินตลกอีกท่านหนึ่งคือ ล้อต้อก (ต๊อกบูมภาพยนต์) เรื่อง พนาสวรรค์ กับ หัวใจเถื่อน แนวหนังของล้อต๊อก ออกแนวหนังชึวิต จะต่างกับ ดอกดิน ที่เป็นหนังตลกสนุกสนานเฮฮา

ปี หนัง นางเอก ผู้กำกับ
2507 นกน้อย เพชรา เชาวราษฎร์ ดอกดิน กัญญามาลย์
2507 ชายชาตรี พิศมัย วิไลศักดิ์ เนรมิต
2507 ตำหนักเพชร เพชรา เชาวราษฎร์ เนรมิต
2507 ทับเทวา พิศมัย วิไลศักดิ์-ภาวนา ชนะจิต เนรมิต
2507 พันธุ์ลูกหม้อ เพชรา เชาวราษฎร์ เนรมิต
2507 ร้อยป่า เพชรา เชาวราษฎร์ เนรมิต
2507 เลิศชาย เพชรา เชาวราษฎร์ เนรมิต
2507 สิงห์ล่าสิงห์ เพชรา เชาวราษฎร์ เนรมิต
2507 เลือดแค้น บุศรา นฤมิตร ปริญญา ลีละศร
2507 สมิงบ้านไร่ เพชรา เชาวราษฎร์ พันคำ
2507 พนาสวรรค์ เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2507 มังกรคนอง เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2507 เลือดรักนางพราย เอื้อมเดือน อัษฎา รังสี ทัศนพยัคฆ์
2507 ศึกประจันตคาม เอื้อมเดือน อัษฎา รังสี ทัศนพยัคฆ์
2507 หัวใจเถื่อน เพชรา เชาวราษฎร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์
2507 เก้ามหากาฬ เพชรา เชาวราษฎร์ ส. อาสนจินดา

นกน้อย – เพชรา เชาวราษฎร์


ผู้กำกับ: ดอกดิน กัญญามาลย์
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, บุษกร สาครรัตน์, ชรินทร์ นันทนาคร, ดอกดิน กัญญามาลย์
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม. สี
วันที่เข้าฉาย: 18 กันยายน 2507

ชายชาตรี – พิศมัย วิไลศักดิ์


ผู้ประพันธ์ ส. เนาวราช
ผู้กำกับ: เนรมิต (อำนวย กลัสนิมิ)
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, พันคำ, เชาว์ แคล่วคล่อง, แก่นใจ มีนะกนิษฐ์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม. สี
วันที่เข้าฉาย: 28 สิงหาคม 2507

ตำหนักเพชร – เพชรา เชาวราษฎร์


ผู้ประพันธ์ -
ผู้กำกับ: เนรมิต
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, กิ่งดาว ดารณี, ทักษิณ แจ่มผล, พงษ์ลดา พิมลพรรณ
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 2507

ทับเทวา – พิศมัย วิไลศักดิ์


ผู้ประพันธ์ บุษยมาศ
ผู้กำกับ: เนรมิต
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, ภาวนา ชนะจิต, ปรียา รุ่งเรือง, ประจวบ ฤกษ์ยามดี
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม. สี
วันที่เข้าฉาย: 25 กันยายน 2507

พันธุ์ลูกหม้อ – เพชรา เชาวราษฎร์


ผู้ประพันธ์ อรวรรณ
ผู้กำกับ: เนรมิต
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, รุจน์ รณภพ, สมควร กระจ่างศาสตร์, อนุชา รัตนมาลย์
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 14 สิงหาคม 2507

ร้อยป่า – เพชรา เชาวราษฎร์


บทประพันธ์: อรชร พันธ์บางกอก
ผู้กำกับ: เนรมิต
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, อนุชา รัตน์มาลย์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, รุจน์ รณภพ, อดุลย์ ดุลยรัตน์
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 10 กรกฎาคม 2507

เลิศชาย – เพชรา เชาวราษฎร์


บทประพันธ์: เสนีย์ บุษปะเกศ
ผู้กำกับ: เนรมิต
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, ทักษิณ แจ่มผล, ปริม ประภาพร, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, ปรียา รุ่งรัตน์,
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 2507

สิงห์ล่าสิงห์ – เพชรา เชาวราษฎร์


บทประพันธ์: ก้อง อินทรกำจร
ผู้กำกับ: เนรมิต
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, สมบัติ เมทะนี, ทักษิณ แจ่มผล, ปรียา รุ่งเรือง, อภิญญา วีระขจร, เชาว์ แคล่วคล่อง
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 15 ตุลาคม 2507

เลือดแค้น – บุศรา นฤมิตร


บทประพันธ์ ส. เนาวราช
ผู้กำกับ: ปริญญา ลีละศร
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, บุศรา นฤมิตร, ปรียา รุ่งเรือง, อุษา อัจฉรานิมิตร, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, ฑัต เอกฑัต
วันที่เข้าฉาย: 7 พฤษภาคม 2507

สมิงบ้านไร่ – เพชรา เชาวราษฎร์


บทประพันธ์: ป. พิมล
ผู้กำกับ: พันคำ
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา เพชรา เชาวราษฎร์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, พันคำ, อดุลย์ ดุลยรัตน์, บุศรา นฤมิตร, วิไลวรรณ วัฒนพานิช
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 13 มีนาคม 2507
สมิง บ้านไร่ กับ เพื่อน ที่ชื่อ สมัย บ้านดอน สมร บ้านด่าน และ สมาน บ้านนา จำได้ไหมครับ ร่วมสู้กับเจ้าพ่อ ชื่อ โมขศักดิ์ ซึ่งมีลุกสาวสวย ชื่อ ชื่อ นกเขียว เป็น นางเอก

พนาสวรรค์ – เพชรา เชาวราษฎร์


บทประพันธ์:
พนาสวรรค์ เป็นภาพยนตร์ไทย ถ่ายทำในรูปแบบฟิล์ม 16 มม. ผลงานการสร้างของ ต๊อกบูมภาพยนตร์ โดย ล้อต๊อก และ สมจิตต์ ทรัพย์สำรวย ออกฉายเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2507 กำกับโดยรังสี ทัศนพยัคฆ์ นำแสดงโดยมิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, ชนะ ศรีอุบล, กิ่งดาว ดารณี, อุษา อัจฉรานิมิตร ที่โรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมกรุง ตลอดโปรแกรมพากย์โดย เทพา – อาภรณ์

เลือดรักนางพราย – เอื้อมเดือน อัษฎา,(2507)

ผู้กำกับ: รังสี ทัศนพยัคฆ์
นำแสดงโดย: มิตร ชัยบัญชา, เอื้อมเดือน อัษฎา, ทักษิณ แจ่มผล, กิ่งดาว ดารณี, วิน วิษณุรักษ์, ราชันย์ กาญจนมาศ

มังกรคนอง – เพชรา เชาวราษฎร์


กำกับ: รังสี ทัศนพยัคฆ์
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, เอื้อมเดือน อัษฎา, ทักษิณ แจ่มผล, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, กิ่งดาว ดารณี
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 7 กุมภาพันธ์ 2507

ศึกประจันตคาม – เอื้อมเดือน อัษฎา, กิ่งดาว ดารณี


บทประพันธ์: อรวรรณ
ผู้กำกับ: รังสี ทัศนพยัคฆ์
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, เอื้อมเดือน อัษฎา, กิ่งดาว ดารณี, ทักษิณ แจ่มผล, ประจวบ ฤกษ์ยามดี,
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 27 พฤศจิกายน 2507

หัวใจเถื่อน – เพชรา เชาวราษฎร์, กิ่งดาว ดารณี


บทประพันธ์: บุษยมาส
ผู้กำกับ: รังสี ทัศนพยัคฆ์
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา เพชรา เชาวราษฎร์, กิ่งดาว ดารณี, ชนะ ศรีอุบล, ทักษิณ แจ่มผล, เยาวเรศ นิศากร, วิน วันชัย
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 16 มม.
วันที่เข้าฉาย: 2507

ฟังเพลงเอกจากภาพยนต์เรื่องนี้กันครับ

เพลง หัวใจเถื่อน
คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล /ทำนอง ศิริ ยงยุทธ์
คุณจีรภา ปัญจศิลป์ ขับร้อง

หัวใจเถื่อน ใจร้ายเหมือนคนป่า
ความเฉยเมยเฉื่อยชา ถ้อยวาจาเหมือนมีดกรีดเฉือน
แสนอาลัยไม่พบใครเป็นเพื่อน
ใจเหมือนใจคนเถื่อน ไม่เคยยิ้มเยือนกับใคร

หัวใจเถื่อน ความรักเลือนหมองไหม้
ความรักจางห่างไกล สุดอาลัยหัวใจใฝ่ถึง
เขาคือใครทำเหมือนใจเคียดขึ้ง
เพียงน้ำคำคำหนึ่ง เสียดซึ้งไปถึงจิตใจ

อกใจอาวรณ์ ร้าวรอนอาวรณ์ไฉน
ใจร้างราอาลัย ห่างจนไกลแสนไกล
หัวใจสวาทขาดพลัน

หัวใจเถื่อน ความรักเลือนไหวหวั่น
ความคิดเคยผูกพัน ยิ่งนานวันสัมพันธ์ขาดไป
หมองใจตรม แรมภิรมรักใคร่
ความรักเกินจะใฝ่ ยากไร้เพราะใจเถื่อนเอย

หนัง และ นางเอก ของมิตร ในปี 2506

ในปี 2506 ความนิยมในตัวมิตรของประชาชนสูงมาก เล่นหนังมากถึงถึง 18 เรื่อง หนังไทยในปีนั้นมี 42 เรื่อง นับว่าก้าวสู่ความเป็นดารายอดนิยมเต็มคัว (ปี 2501 2 เรื่อง, 2502 2 เรื่อง, 2503 5 เรื่อง, 2504 2 เรื่อง, 2505 9 เรื่อง)

ปี หนัง นางเอก ผู้กำกับ
2506 กัปตันเครียว ฉลามเหล็ก เมตตา รุ่งรัตน์ คุณาวุฒิ
2506 จำเลยรัก พิศมัย วิไลศักดิ์ คุณาวุฒิ
2506 ใจเพชร เพชรา เชาวราษฎร์ เนรมิต
2506 ชโลมเลือด คริสติน เหลียง เนรมิต
2506 อวสานอินทรีแดง เพชรา เชาวราษฎร์ เนรมิต
2506 อำนาจมืด บุศรา นฤมิตร ปริญญา ลีละศร-บุญส่ง เคหะฑัต
2506 ช่อเพชร เพชรา เชาวราษฎร์ พรรณราย
2506 ใจเดียว รัชนี จันทรังษี รังสี ทัศนพยัคฆ์
2506 พะเนียงรัก ภาวนา ชนะจิต รังสี ทัศนพยัคฆ์
2506 เพลิงทรนง เอื้อมเดือน อัษฎา รังสี ทัศนพยัคฆ์
2506 เอื้อมเดือน บุศรา นฤมิตร รังสี ทัศนพยัคฆ์
2506 เหยี่ยวดำ (ครุฑดำ) เพชรา เชาวราษฎร์ วิน วันชัย
2506 แพนน้อย เพชรา เชาวราฏร์ ศิริ ศิริจินดา
2506 นางสมิงพราย ตรึงใจ วิไลลักษณ์ ส. คราประยูร
2506 เขี้ยวพิษ อมรา อัศวนนท์ ส. อาสนจินดา
2506 7 ประจัญบาน คริสติน เหลียง ส. อาสนจินดา
2506 ในฝูงหงส์ อมรา อัศวนนท์ สมควร กระจ่างศาสตร์
2506 รวงแก้ว เพชรา เชาวราษฎร์ สาหัส บุญหลง

กัปตันเครียว ฉลามเหล็ก – เมตตา รุ่งรัตน์

เมตตา รุ่งรัตน์ เป็นนางเอกของ มิตร ชัยบัญชา ในหนังเรื่อง กัปตันเครียวฉลามเหล็ก สร้างจากงานเขียนของ รมย์ รติวัน กำกับโดย คุณาวุฒิ

จำเลยรัก – พิศมัย วิไลศักดิ์

“จำเลยรัก” ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 2506 โดยมี มิตร ชัยบัญชา เป็น หฤษฎ์, พิศมัย วิไลศักดิ์ เป็น โสรยา อมรา อัศวนนท์ เป็น ศันสนีย์
(พิศมัย วิไลศักดิ์ แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกเป็นนางเอกเรื่อง การะเกด เมื่อ พ.ศ. 2501 คู่กับลือชัย นฤนาท และชนะ ศรีอุบล
พิศมัย เล่นหนังกับ มิตร เรื่อง จำเลยรัก เป็นเรื่องแรก และเป็นเรื่องที่ 4 ในชีวิตการแสเงของเธอ)
“กักขังฉันเถิด กักขังไป ขังตัวอย่าขังหัวใจดีกว่า …..”
เพลง จำเลยรัก ชาลี อินทรวิจิตร แต่งไว้สำหรับหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย


เพลง จำเลยรัก
คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร / ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน
สวลี ผกาพันธุ์ ขับร้อง

เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันใย
ฉันทำอะไรให้เธอเคืองขุ่น
ปรักปรำฉันเป็นจำเลยของคุณ
นี่หรือพ่อนักบุญ แท้จริงคุณคือคนป่า

ไม่ขอคุกเข่าเฝ้าง้องอน
แม้ใจขาดรอนขอตายดีกว่า
ไม่ขอร้องใครให้กรุณา ไม่ขอเศร้าโศกา
หรือบีบน้ำตาอ้อนวอนใคร ๆ

เชิญคุณลงทัณฑ์บัญชา
จนสมอุราจนสาแก่ใจ
ไม่มีวันที่ฉันจะร้องไห้
ร่ำไรเพราะฉันมิใช่หญิงเจ้าน้ำตา

กักขังฉันเถิดกักขังไป
ขังตัวอย่าขังหัวใจดีกว่า
อย่าขังหัวใจให้ทรมา
ให้ฉันเศร้าโศกา
เหมือนว่าฉันเป็นเช่นดังจำเลย

เพชรา เชาวราษฎร์

มิตร แสดงคู่กับ เพชรา เรื่อง ได้แก่ ใจเพชร อวสานอินทรีแดง ช่อเพชร เหยี่ยวดำ แพนน้อย และ รวงแก้ว

ใจเพชร – เพชรา เชาวราษฎร์


ใจเพชร เป็นภาพยนตร์ไทย ที่ออกฉายเมื่อ ปี พ.ศ. 2506 ทำรายได้สูงสุดทั้งประเทศ กำกับการแสดงโดย เนรมิตร ประพันธ์เรื่องโดย ส. อาสนจินดา คนเขียนบทภาพยนตร์คือ ธม ธาตรี หรือเชิด ทรงศรี ดารานำอื่นๆ มี พิศมัย วิไลศักดิ์, ชนะ ศรีอุบล, ทักษิน แจ่มผล และ ประจวบ ฤกษ์ยามดี

อวสานอินทรีแดง – เพชรา เชาวราษฎร์


อวสานอินทรีแดง (2506) นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์
บทประพันธ์ เศก ดุสิต

แพนน้อย – เพชรา เชาวราษฎร์


แพนน้อย นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, สักรินทร์ บุญฤทธิ์, ชฎาพร วชิรปราณี, ขวัญใจ สะอาดรักษ์, วงทอง ผลานุสนธิ์
ผู้กำกับ ศิริ ศิริจินดา

แพนน้อย
คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร
ทำนอง Limbo Rock
สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง

เจ้างามแสนแพนน้อยพิไล
ไม่เห็นใครงามเหมือนโฉมตรู
ร่าเริงราวนกสีชมพู
สู่ท้องนภาเริงสายลมอุ่น

ด๊องจ๋าด๊องยิ้มน้องช่างหวาน
ปานบัวแย้มยิ้มรับอรุณ
หากน้ำใจด๊องใสไม่ขุ่น
รักคงอุ่นคงอิ่มเอิบใจ

พี่จนจังจนทั้งวจี
สิ้นทั้งกวีไพเราะพิไล
พี่จะโลมชมโฉมพิไล
เจ้าไฉไลเกินวจีอ้าง

ด๊องจ๋าด๊องรักน้องสุดแสน
ไยแพนน้อยระเคืองระคาง
พี่พร้อมใจรับใช้ทุกอย่าง
มิยอมไปไกลห่างแม่ด๊อง

ลั่ล ลัล ลา ลาล้าลาลา…
(ย้อนต้น…)

แม่ด๊อง แม่ด๊อง…แม่ด๊อง แม่ด๊อง…

ใจเดียว – รัชนี จันทรังษี

ใจเดียว (2506) นำแสดงโดย: มิตร ชัยบัญชา, บุศรา นฤมิตร, ชนะ ศรีอุบล, รัชนี จันทรังษี, สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์, สมควร กระจ่างศาสตร์
ผู้กำกับ รังสี ทัศนพยัคฆ์
มิตรได้พบกับดาราหน้าใหม่ กิ่งดาว ดารณี ในกองถ่ายหนังเรื่องใจเดียว พอพบกันต่างก็ว่างท่าปั้นปึ่งใส่กัน ในขณะที่ เพชรา สนิทสนมกับนักร้อง มิตรเลยเปลี่ยนท่าทีมาสนใจกิ่งดาว

ชโลมเลือด – คริสติน เหลียง

คริสติน เหลียง เป็น ดาราฮ่องกง เล่นหนังกับมิตร เรื่อง ชโลมเลือด กับ 7 ประจัญบาน


ชโลมเลือด นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, คริสติน เหลียง, สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์, ทักษิณ แจ่มผล, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, อดุลย์ ดุลยรัตน์, สมควร กระจ่างศาสตร์

7 ประจัญบาน – คริสติน เหลียง

7 ประจัญบาน นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, คริสติน เหลียง, รุจน์ รณภพ, ทักษิณ แจ่มผล

เวอร์ชัน 2 (2520) มี กรุง ศรีวิไล, สรพงศ์ ชาตรี, เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, วิยะดา อุมารินทร์ นำแสดง

เพลิงทรนง – เอื้อมเดือน อัษฎา

เอื้อมเดือน อัษฎา มีใบหน้าสวย ลักยิ้มน่ารัก รูปร่างสัดส่วนดีมาก หนังที่เอื้อมเดือนแสดงเป็นนางเอกมีอยู่ ุ6 เรื่อง คือ 1. เอื้อมเดือน 2. เพลิงทรนง 3. ศึกประจันตคาม 4. รอยร้าว 5. ยอดรักพยัคฆ์ร้าย และ 6. เลือดรักนางพราย หลังจาก 6 เรื่องนี้ไปแล้ว เอื้อมเดือนก็แสดงเป็นนางรองอีกหลายเรื่องด้วยกัน เช่น เกิดเป็นหงส์ ชุมทางเขาชุมทอง แผ่นดินสวรรค์ เดือนร้าว เลือดนอกอก มงกฏเพชร ผู้ชนะสิบทิศ หลังจากนั้นก็ได้หายไปจากวงการหนังไทย

เอื้อมเดือน (2506)
นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, บุศรา นฤมิตร, อดุลย์ ดุลยรัตน์, กิ่งดาว ดารณี, สมจิตต์ ทรัพย์สำรวย, เอื้อมเดือน อัษฎา
ผู้กำกับ รังสี ทัศนพยัคฆ์

พะเนียงรัก – ภาวนา ชนะจิต


ภาพยนตร์เรื่องพะเนียงรัก นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา คู่กับ ภาวนา ชนะจิต (มิตร แสดงคู่กับ ภาวนา เพียงไม่กี่เรื่อง ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ก็อยู่ในยุคร่วมสมัยเดียวกัน) ร่วมด้วยดาราสมทบดังๆอย่าง ทักษิณ แจ่มผล, พงษ์ลดา พิมลพรรณ, อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา, สมควร กระจ่างศาสตร์, ทัต เอกทัต, พูลสวัสดิ์ ธีมากร ฯลฯ กำกับการแสดงโดย รังสี ทัศนพยัคฆ์ ออกฉายครั้งแรกที่โรงภาพยนตร์คาเธ่ย์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2506


พะเนียงรัก

คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร
ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน
สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง

เมื่อชีวิตฉันมีความรัก
ฉันจึงประจักษ์ ว่าความรักคือน้ำทิพย์
ใจเหมือนจะล่องลอยลิบ
แอบไปกระซิบ สุขบนสวรรค์

จุดพะเนียงรักวามวิจิตร
แม้ที่มืดสนิท จุดจุมพิตชั่วนิรันดร์
ชีวิตลอยล่องราวฝัน
ตกใจตื่นพลัน โอ้สวรรค์บนแดนดิน

พะเนียงรัก ดับวูบไป
ยังรักยังอาลัย เหมือนใจจะสิ้น
ตรม ต้องตรมระทมอาจิณ
น้ำตาจึงร่วงริน รดใจอยู่ทุกวัน

โอ้ความรักนั้นลอยมาใหม่
ลบรอยตรมไหม้ สิ้นรอยไปสลายพลัน
พะเนียงรักประจักษ์ฝัน
จุดรักร่วมกันให้สวรรค์อายเราเอย

นางสมิงพราย – ปรียา รุ่งเรือง, ตรึงใจ วิไลลักษณ์

เรื่องนี้สร้างจากความเชื่อเก่าของชาวล้านนา วิญญาณเสือสมิงเข้าสิงนางเอกเวลาโกรธ มิตรแสดงกับนางเอกใหม่ขณะนั้น ชื่อ ตรึงใจ วิไลลักษณ์

เขี้ยวพิษ – อมรา อัศวนนท์


เขี้ยวพิษ (2506)
นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, อมรา อัศวนนท์, ชนะ ศรีอุบล, บุศรา นฤมิตร
บทประพันธ์ของ แก้วฟ้า

ในฝูงหงส์ – อมรา อัศวนนท์


นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, อมรา อัศวนนท์, รวงทอง ทองลั่นทม, ชนะ ศรีอุบล, รุจน์ รณภพ, เมตตา รุ่งรัตน์, ปรียา รุ่งเรือง, สมควร กระจ่างศาสตร์, กัณฑรีย์ นาคประภา, สิงห์ มิลินทราศัย, อดินันท์ สิงห์หิรัญ, ล้อต๊อก, ชูศรี
บทประพ้นธ์ สุภาว์ เทวกุล
กำกับการแสดง สมควร กระจ่างศาสตร์
อำนวยการสร้าง ชูศรี โรจนประดิษฐ์ (ดาราตลกสร้างหนังกันนะครับ สมัยนั้น)

ช่อเพชร, เหยี่ยวดำ, รวงแก้ว – เพชรา เชาวราษฎร์


ช่อเพชร (2506) นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, สมจิตต์, ล้อต๊อก
บทประพันธ์ ศรีธงชัย
กำลับ ฉลอง กลิ่นพิกุล
สร้าง พรรณราย (ชัยรัตนาภาพยน์ต์)

เหยี่ยวดำ (2506) ชื่ออื่น ครุฑดำ นำแสดงโดย: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, บุศรา นฤมิตร, ตรึงใจ วไลลักษณ์, พร ไพโรจน์
ผู้กำกับ วิน วันชัย สร้างโดย ชัยบัญชาภาพยนตร์


รวงแก้ว (2506)

บทประพันธ์ สุธี มีศิลสัตย์
นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, อดุลย์ ดุลยรัตน์, ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา, สมจิตต์ ทรัพย์สำรวย
ผู้กำกับ/อำนวนการสร้าง สาหัส บุญหลง

เครดิต
เพลงประกอบภาพยนต์ มาจากเว็บ แม่ไม้เพลงไทย www.maemaiplengthai.com
รูป และ ใบปิด มาจากหลายแหล่ง เช่น www.thaifilm.com, www.cokethai.com www.th.wikipedia.org และ t-man

หนัง - นางเอก ของมิตร ปี 2505

ปี 2505 มิคร มีหนัง ออกฉาย 9 เรื่อง นางเอก รัชนี จันทรังษี อมรา อัศวนนท์ กับ ภาวนา ชนะจิต ที่เคยเล่นกันมาในเรื่อง แสงสูรย์ นอกจาก เป็นนางเอกใหม่ หนึ่งในนางเอกใหม่นั้น มีหนังเล่น คู่กับ มิตร 2 เรื่องในปีนี้ และ เธอผู้นั้น ต่อมา กลายเป็น ดารา คู่ขวัญ ของ พระเอก มิตร มาตลอด เธอ คือ เพชรา เชาวราษฎร์ เรื่องแรกของเธอ คือ บันทึกรักพิมพ์ฉวี

ปี หนัง นางเอก ผู้กำกับ
2505 รุ่งทิพย์ รัชนี จันทรังษี รังสี ทัศนพยัคฆ์
2505 สุริยาที่รัก ภาวนา ชนะจิต รังสี ทัศนพยัคฆ์
2505 แม่ยอดสร้อย ปริศนา พรหมสุรางค์ วิชัย ปาลวัฒน์วิไชย
2505 โจรแพรแดง อรสา อิศรางกูร วิเชียร วีระโชติ
2505 ยอดขวัญจิต แก้วใจ ชุลีกร วิน วันชัย
2505 บันทึกรักพิมพ์ฉวี เพชรา เชาวราษฎร์ ศิริ ศิริจินดา
2505 อ้อมอกสวรรค์ เพชรา เชาวราษฎร์ ศิริ ศิริจินดา
2505 สิงห์เดี่ยว นฤมล นราธิป ส.อาสนจินดา
2505 ทับสมิงคลา อมรา อัศวนนท์ วิน วันชัย

รุ่งทิพย์ – รัชนี จันทรังษี


บทประพันธ์ เสนีย์ บุษปะเกศ
ผู้อำนวยการสร้าง สมจิตต์ ทรัพย์สำรวย ต๊อกบูมภาพยนต์
ผู้กำกับ รังสี ทัศนพยัคฆ์
นักแสดง มิตร ชัยบัญชา, รัชนี จันทรังษี, สมควร กระจ่างศาสตร์, ส. อาสนจินดา, สุรสิทธิ สัตยวงศ์, สมจิตต์ ทรัพย์สำรวย

สุริยาที่รัก – ภาวนา ชนะจิต

บทประพันธ์ บุษยมาส
ผู้กำกับ รังสี ทัศนพยัคฆ์
นักแสดง มิตร ชัยบัญชา, ภาวนา ชนะจิต, สมควร กระจ่างศาสตร์, วิน วันชัย, สมจิตต์ ทรัพย์สำรวย
วันที่เข้าฉาย 19 ตุลาคม 2505

แม่ยอดสร้อย – ปริศนา พรหมสุรางค์

สร้างจากบทประพันธ์ของ สันต์ เทวรักษ์
นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, สมควร กระจ่างศาสตร์. ปริศนา พรหมสุรางค์, ชไมพร สุรินทร, สุดเฉลียว เกตุผล
กำกับโดย วิชัย ปาลวัฒน์วิไชย
วันที่เข้าฉาย 20 เมษายน 2505

โจรแพรแดง – อรสา อิศรางกูร


บทประพันธ์ ส. อาสนจินดา
ผู้กำกับ
ผู้อำนวยการสร้าง
ดารา มิตร ชัยบัญชา, อรสา อิศรางกูร, ทักษิณ แจ่มผล, อดุลย์ ดุลยรัตน์

ยอดขวัญจิต – แก้วใจ ชุลีกร



บทประพันธ์
อำนวยการสร้าง วชิรนทร์ภาพยนตร์
กำกับการแสดง วิน วันชัย
นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, แก้วใจ ชุลีกร, อนุชา รัตนมาลย์, ศิรินทิพย์ ศิริวรรณ, สิงห์ มิลินทลาศัย, ทานทัต วิภาตะโยธิน, น้ำเงิน บุญหนัก

บันทึกรักพิมพ์ฉวี – เพชรา เชาวราษฎร์

นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์
วันที่เข้าฉาย: 24 กุมภาพันธ์ 2505

อ้อมอกสวรรค์ – เพชรา เชาวราษฎร์


บทประพันธ์ บุษยมาส
กำกับโดย ศิริ ศิริจินดา
นำโดย มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฏร์, สักกรินทร์ บุญญฤทธิ์, ชฏาพร วชิรปราณี, ดอกดิน กัญญามาลย์
ผลงาน จินดาวรรณภาพยนตร์
ออกฉาย 28 กันยายน 2505

สิงห์เดี่ยว – นฤมล นราธิป

สร้างจากบทประพันธ์ของ อรชร
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, ทักษิณ แจ่มผล, พันคำ, เชาว์ แคล่วคล่อง

ทับสมิงคลา (อินทรีแดง ตอน) – อมรา อัศวนนท์

สร้างจากบทประพันธ์ของ เศก ดุสิต
นักแสดง: มิตร ชัยบัญชา, อมรา อัศวนนท์, อุษา อัจฉรานิมิตร, อนุชา รัตนมาลย์

เครดิต และ ขอขอบคุณ

ข้อมูล รูป และ ใบปิด มาจากหลายแหล่ง เช่น www.thaifilm.com, thaifilmdb.com, www.th.wikipedia.org

อมรา อัศวนนท์

อมรา อัศวนนท์ เป็นางเอกลูกครี่ง ไทย-ฝรั่งเศส เป็นนางเอกคู่กับ มิตร หลายเรื่อง ในยุคต้นๆ เธอ เป็น วาสนา เทียนประดับ คนแรกของ อินทรีแดง เสียด้วย ที่จำได้ไม่ลืม คือ บทบาทของเธอ ใน เห่าดง

เรื่องราวของเธอ ครับ

อมรา อัศวนนท์ หรือ อมรา บุรานนท์ (เกิด 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2480) รองนางสาวไทยประจำปี พ.ศ. 2496 นักแสดง

อมรา อัศวนนท์ เป็นบุตรคนโตในจำนวน 3 คนของหลวงประเจิดอักษรลักษณ์ กับ มาดามยอร์เฮท ชาวฝรั่งเศส จบมัธยม 6 จากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ร่วมประกวดนางสาวไทยเมื่อ พ.ศ. 2496 ขณะอายุ 16 ปี ได้ตำแหน่งรองอันดับหนึ่ง


อมรา ที่เวทีการประกวดนาวงสาวไทย ปี 2496 ได้ตำแหน่งรองอันดับหนึ่ง


ข้อมูลของเธอ ตอนประกวด นางสาวไทย


อมรา ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางไปประกวดนางlสาวจักรวาลปี 1954 (2497) ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางไปประกวดนางงามจักรวาล ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นหญิงไทยคนที่สองที่เข้าร่วมประกวด

อมรา อัศวนนท์ ปรากฎตัวในภาพยนตร์ เมื่อ พ.ศ. 2497 เรื่อง Beautiful Girl of the World ร่วมกับ โทนี่ เคอร์ติส โดยการชักชวนของบริษัทผู้จัดการประกวดนางงามจักรวาล (เข้าใจว่าเป็นหนังข่าวการประกวดนางงามจักรวาล)

จากนั้นได้แสดงภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกเรื่อง ปริศนา (2499) ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จากนั้นได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง รักริษยา (2499) กำกับการแสดงโดย ครูมารุต ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง


แสดงนำใน ภาพยนต์ เรื่อง สี่คิงส์ หนังบู๊ปี 2502 ไชยา/อมรา

อมรา อัศวนนท์ เป็น วาสนา เทียนประดับ คนแรกของ มิตร ชัยบัญชา หรือ โรม ฤทธิไกร ใน จ้าวนักเลง (อินทรีแดง) ภาพยนต์ที่ อมราแสดงเป็น วาสนา ใน หนัง ชุด อินทรีแดง คือ ปีศาจดำ (2503) และ ทับสมิงคลา (2505)

รายชื่อภาพยตร์ที่เธอแสดง

1. รักริษยา 2499 ชนะ ศรีอุบล-อมรา-ประจวบ ฤกษ์ยามดี

2. ปริศนา 2499 ม.ล.ตวง สนิทวงศ์-อมรา
3. เล็บครุฑ 2500 ลือชัย นฤนาท -อมรา-จรัสศรี
4. ทุ่งรวงทอง 2500 สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ -พันคำ-อมรา
5. ปรารถนาแห่งหัวใจ 2500 ชนะ-อมรา
6. ทหารเสือกรมหลวงชุมพร 2500 พันคำ-ส.อาสนจินดา -อมรา
7. เทวรูปหยก 2501 พันคำ-อดุลย์-สุรสิทธิ์-อมรา
8. มังกรแดง 2501 ลือชัย-อมรา
9. แววมยุรา 2501 ลือชัย-อมรา
10. บุหงาสวรรค์ 2502 แสน สุรศักดิ์-อมรา
11. เชลยศักดิ์ 2502 ประศาสน์ คุณะดิลก-อมรา
12. กล่อมกากี 2502 ชนะ-อมรา-สุรสิทธิ์
13. กุหลาบแสนสวย 2502 ชนะ-อมรา
14. คนองปืน 2502 ชนะ-อมรา
15. ชาติสมิง 2502 สุรสิทธิ์-อมรา
16. ฝ่ามรสุม 2502 ลือชัย-อมรา
17. รักเธอเท่าฟ้า 2502 พันคำ-สุรสิทธิ์-อมรา
18. สิบทหารเสือ 2502 พันคำ-อมรา
19. หนึ่งน้องนางเดียว 2502 ชนะ-อมรา
20. สี่คิงส์ 2503 ไชยา สุริยัน-อมรา
21. เห่าดง 2503 ไชยา-อมรา

22. จ้าวนักเลง 2503 มิตร-อมรา
23. ทูตนรก 2503 ลือชัย-อมรา
24. ดวงชีวัน 2503 อาคม มกรานนท์-อมรา
25. ตุ๊กตาผี 2503 อาคม-อมรา
26. ยอดเดี่ยว 2503 ไชยา-อมรา-เกศรินทร์ ปัทมวรรณ
27. สาวดาวเทียม 2503 สมควร-อมรา
28. สายสวาทยังไม่สิ้น 2503 ทม วศวชาติ-อมรา
29. สุดชีวิต 2503 ไชยา-อาคม-อมรา
30. แสงสูรย์ 2503 มิตร-อมรา-ภาวนา

31. ดอกฟ้าฝาแฝด 2504 พัลลภ พรพิษณุ-อมรา
32. ลั่นทมสะอื้น 2504 อดุลย์-ทักษิณ-อมรา
33. สุดปรารถนา 2504 พล พิทยายุทธ-อมรา
34. หงษ์ฟ้า 2505 มิตร-อมรา

35. ทับสมิงคลา 2505 มิตร-อมรา
36. จำเลยรัก 2506 มิตร-พิศมัย-อมรา-ประจวบ
37. คมพยาบาท 2506 ชนะ-เพชรา-อมรา-พันคำ-พงษ์ลดา-เมตตา
38. เขี้ยวพิษ 2507 มิตร-อมรา-บุศรา
39. ในฝูงหงส์ 2507 มิตร-รวงทอง-ชนะ-อมรา
40. พิชิตทรชน 2507 อดุลย์-อมรา-ประจวบ
41. ลูกนก 2508 ไชยา-รัตนาภรณ์-อมรา-วิไลวรรณ-อดุลย์
42. สกาวเดือน 2508 สมบัติ-รัตนาภรณ์-อมรา-วิไลวรรณ
43. แก้มทอง 2509 ไชยา-รัตนาภรณ์-อมรา
44. คนเหนือคน 2509 มิตร-สมบัติ-อมรา-โสภา
45. อาญารัก 2510 มิตร-พิศมัย-อมรา-พงษ์ลดา-อดุลย์-รุจน์-ขวัญใจ-ขวัญตา-เชาวน์
46. สาปสวาท 2511 สมบัติ-พิศมัย-อมรา

หนังในยุคเก่าของคุณ อมรา ที่แสดงเป็นนางเอก หรือตัวเอก ที่มีหลงเหลืออยู่
รักริษยา (2500) 35 มม. เสียงในฟิล์ม
สาวดาวเทียม (2503) 16 มม.
กล่อมกากี (2502) 16 มม.
เชลยศักดิ์ (2502) 35 มม. เสียงพากย์ในฟิล์ม
บุหงาสวรรค์ (2502?) 16 มม.

ขอขอบคุณ เรื่อง และ ภาพ จาก

http://www.thaifilm.com/

http://www.th.wikipedia.com/

http://www.t-pageant.com/

อินทรีแดง - หนังสือและหนัง

อินทรีแดง ของ เศก ดุสิต

“อินทรีแดง” ซุปเปอร์ฮีโร่ที่โด่งดังที่สุดของไทย จ้าวแห่งวิหค ผู้ผงาดเหนือทรชน ต่อสู้ฟาดฟันกับปวงมิจฉาชีพและเหล่าร้ายผู้เป็นภัยต่อประเทศชาติอย่างถึงพริกถึงขิงนี้ ถือกำเนิดขึ้นมาจากฝีมือการประพันธ์ของ เศก ดุสิต นักประพันธ์หนุ่มในยุคนั้น (ปีที่เขียน อินทรีแดง 2498-2513) ผู้มีพรสวรรค์เป็นเลิศในการเขียนแนวบู๊ล้างผลาญได้อย่างยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก

เศก ดุสิต ให้ “โรม ฤทธิไกร” นักธุรกิจหนุ่มผู้รักการเผชิญภัยและชิงชังความชั่วร้าย สวมชุดดำคาดหน้ากากรูปนกอินทรีแดงกางปีก ออกปฏิบัติการปราบปรามเล่าร้ายและเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีสาวสวยผู้เป็นขวัญใจอินทรีแดง “วาสนา เทียนประดับ” คอยเป็นผู้ช่วยเหลือเพียงหนึ่งเดียว…

เศก ดุสิต ปัจจุบันเลิกเขียนนวนิยายแล้ว แต่ยังคงเป็นคอลัมนิสต์ เขียนเรื่องเกี่ยวกับ ดวง และโหราศาสตร์ รู้ชีวิตด้วยดวงดาว ลงในนิตยสาร มติชนสุดสัปดาห์ จนถึงปัจจุบัน

ที่มาของ อินทรีแดง

“เศก ดุสิต” เล่าว่า ผมเริ่มเขียนเรื่อง อินทรีแดง ในปี พ.ศ .2498 เขียนมาจากจินตนาการ ตัวละคร “อินทรีแดง” ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ร็อค ฮัดสัน” ที่แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Captain lightfoot” เมื่อปี 2498 ร็อก ฮัตสัน เล่นเป็นตีนแมว แต่ไม่ได้ทำเพราะเป็นขโมย เขาทำเพื่อช่วยผู้อื่น มีอุดมการณ์ เราก็ไปดูหนังเรื่องนี้ แล้วก็รู้สึกว่ามันน่าจะใช้พล็อตคล้ายๆ แบบนี้ แต่ว่าเปลี่ยนตัว แทนที่จะมาด้อมๆ แบบโจร แต่เราใส่หน้ากากเปิดเผยเลย และที่ต้อง ตั้งชื่อว่า อินทรีแดง ก็เพราะว่า สมัยนั้นอะไรๆ ก็จะตั้งชื่อออกเป็นสีๆ ทั้งนั้น และนกอินทรีเป็นนกที่มีอำนาจ บินได้สูงสุด ใครก็บินไม่สูงเท่านกอินทรี มีความยิ่งใหญ่ จนถึงทุกวันนี้ก็ผ่านมา 52 ปี แล้ว ผมก็พอใจนะที่มันยังมีชีวิตอยู่

ส่วน “มิตร ชัยบัญชา” ที่มารับบท “อินทรีแดง” เมื่อ 54 ปีที่แล้ว ก็แสดงไว้อย่างดีเยี่ยม และทำให้ “อินทรีแดง” เป็นซูเปอร์ฮีโร่ของคนไทยมาจนทุกวันนี้


ร็อค ฮัดสัน คนขวา มีรูปร่างสูงใหญ่ รูปนี้ มีความละม้ายคล้าย มิตร เมื่อ เศก ดุสิต ดูตัว มิตร จึงไม่ลังเลที่จะมอบให้ มิตร เล่น แทนที่จะเป็น ไชยา สุริยัน ทั้งที่ ไชยาโด่งดังในตอนนั้น

อินทรีแดง มีทั้งหมด 9 ตอน

1. มังกรขาว พิมพ์ครั้งแรก 2499 พิมพ์ครั้งที่สอง ปี 2505 โดย สพ บรรลือสาสน์ 7 เล่มจบ

2. พรายมหากาฬ พิมพ์ครั้งแรกปี 2500 สพ บรรลือสาสน์ 10 เล่มจบ สพ ณ บ้านวรรณกรรม นำมาพิมพ์ใหม่ 4 เล่มจบ

3. จ้าวนักเลง พิมพ์แรกปี 2501 สพ บรรลือสาสน์ 12 เล่มจบ
อินทีแดงเรื่องแรก ที่สร้างเป็นภาพยนต์ นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา (2502) และ อมรา อัศวนนท์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่เล่าถึงต้นกำเนิดของ อินทรีแดง ว่าแท้ ที่จริงแล้วอินทรีแดงก็คือ โรม ฤทธิไกร ลูกชายของมหาเศรษฐีที่ปลอมตัวเพื่อปราบเหล่าร้ายทั้งหลายนั่นเอง กำกับโดย รังสรรค์ ตันติวงศ์ และ ประทีป โกมลภิส

4. ปีศาจดำ พิมพ์ครั้งแรกปี 2502 พิมพ์ครั้งที่สอง ปี 2507 สพ บรรลือสาสน์ 10 เล่มจบ
สร่างเป็นภาพยนตร์ไทยฟิล์มสี 16 มม. ของค่ายดุสิตภาพยนตร์ออกฉายเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 เป็นภาพยนตร์ในชุดอินทรีแดง บทประพันธ์ของ เศก ดุสิต กำกับการแสดงโดย ส.อาสนจินดา นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา เพชรา เชาวราษฎร์ ชนะ ศรีอุบล ทักษิณ แจ่มผล กิ่งดาว ดารณี และ อนุชา รัตนมาลย์

5. ทับสมิงคลา
ทับสมิงคลา (2505) มิตร ชัยบัญชา และ อมรา อัศวนนท์ ภาพยนตร์ออกฉายเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2505 ที่โรงภาพยนตร์เอ็มไพร์ ประสบความสำเร็จในด้านรายได้

6. อวสานอินทรีแดง
อวสานอินทรีแดง (2506) โดยดุสิตภาพยนตร์ มี แดน กฤษดา อำนวยการสร้าง กำกับการแสดงโดย เนรมิต นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา ในบท อินทรีแดง มีนางเอกคือ เพชรา เชาวราษฎร์

7. อินทรีคืนรัง
สร้างเป็นภาพยนต์ใข้ขื่อ อินทรีทอง เป็นภาพยนตร์ไทย 35 ม.ม เสียงในฟิล์ม โดย สมนึก เหมบุตร ซึ่ง มิตร ชัยบัญชา ขอเป็นผู้กำกับการแสดงด้วยตนเองเป็นครั้งแรก มิตร ชัยบัญชา รักและหลงใหลในบท อินทรีแดง อย่างมาก ถึงขนาดยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อให้งานแสดงออกมาสมจริงสมจัง จนเป็นสาเหตุให้มิตรเสียชีวิต ขณะถ่ายทำฉากอินทรีทองโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2513 เวลา 16.21 น.

ตอนที่ โรม ฤทธิไกร (มิตร ชัยบัญชา) อินทรีแดงตัวจริงต้องแสดงเป็นอินทรีทอง เพื่อตามไล่ล่า ภูวนาท อินทรีแดงตัวปลอม (ครรชิต ขวัญประชา) ที่ออกมาสร้างความสับสนให้กับบ้านเมืองและโรม ฤทธิไกรยังต้องกวาดล้างเหล่าร้ายไผ่แดงที่มีบาคิน (อบ บุญติด) เป็นหัวหน้าโดยมีวาสนา (เพชรา เชาวราษฏร์) เป็นผู้ช่วย และฉากสุดท้ายของเรื่อง วาสนา จะต้องนำเฮลิคอปเตอร์มารับตัวโรม ฤทธิไกรที่แต่งเป็นชุดอินทรีแดง เพื่อให้เห็นว่า อินทรีแดงตัวจริงยังมีชีวิตอยู่ และนี่คือฉากสุดท้ายในชีวิตจริงของมิตร ชัยบัญชา

จ้าวอินทรี (2511) [ไม่ทราบสร้างจากนิยายตอนใด] เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ อินทรีแดง (มิตร ชัยบัญชา) ที่กลับมาปราบเหล่าอธรรมทำลายขบวนการขายชาติ ในนาม ภูตมรณะ โดยมีคู่หูคือนางแมวป่า (พิศมัย วิไลศักดิ์) กำกับโดย ดรรชนี (ฉลอง ภักดีวิจิตร)

8. มนุษย์ซาตาน

9. ตุ๊กตาเริงระบำ

นอกเหนือจากที่มิตรแสดงนำแล้วยังมี บินเดี่ยว (2520) นำแสดงโดยสิงหา สุริยง ต่อมาคือ พรายมหากาฬ (2523) นำแสดงโดย กรุง ศรีวิไล และ อินทรีผยอง (2531) นำแสดงโดยจารุณี สุขสวัสดิ์ สรพงษ์ ชาตรี มาริษา อุดมพร และล่าสุด คือ เรื่อง อินทรีแดง กำกับโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง โดยมี อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม รับบทอินทรีแดง

อินทรีแดง

คุยกับ นักประพันธ์รุ่นลายคราม เจ้าของนามปากกา “เศก ดุสิต” หรือชื่อ-นามสกุลจริง “เริงชัย ประภาษานนท์” โดย ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ นสพ เดลินิวส์ ตีพิมพ์ วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม 2553

ระยะนี้มีกระแสข่าวว่า “อินทรีแดง” ตำนาน “ซูเปอร์ฮีโร่เมืองไทย” ที่อยู่ในเวิ้งความทรงจำของไทยรุ่นเก่ายาวนานกว่า 50 ปี จะถูก ปัดฝุ่นกลับมาโลดแล่นบนโลกมายาอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแบบไหน-อย่างไรก็ต้องรอดูกันไป อย่างไรก็ตาม “อินทรีแดง” คงจะไม่อาจแจ้งเกิดได้ หากไม่มีนักประพันธ์รุ่นลายคราม เจ้าของนามปากกา “เศก ดุสิต” หรือชื่อ-นามสกุลจริง “เริงชัย ประภาษานนท์” คนนี้…

ฟ้าครึ้มฝนกลางบ่ายของวันต้นสัปดาห์ ในเดือนสิงหาคม เริงชัย ประภาษานนท์ หรือที่แฟนอาชญนิยาย ที่แฟนอินทรีแดง คุ้นเคยในชื่อ เศก ดุสิต เปิดบ้านต้อนรับทีม “วิถีชีวิต” และเริ่มที่การสัพยอกว่า ไม่บ่อยที่บ้านหลังนี้จะยอมรับแขกแปลกหน้า ซึ่งหลังเก็บตัวเงียบในช่วงหลายปีหลังมานี้ อาจารย์เริงชัยในวัย 81 ปี บอกเราว่า ชอบอยู่เงียบ ๆ ตามประสาคนแก่ โดยไม่ออกงานมานานแล้ว แม้แต่ตอนที่ได้รับรางวัลนราธิป ประจำปี 2552 ก็ไม่ได้เดินทางไปรับ ซึ่งช่วงนั้นไม่ค่อย สบายด้วย จึงพยายามพักผ่อน และไม่เดินทางไปไหน หากไม่จำเป็น อีกทั้งนิสัยส่วนตัวที่ชอบอยู่บ้านเงียบ ๆ ทำงาน และอ่านหนังสือมากกว่า ประกอบกับหยุดเขียนหนังสือมาตั้งแต่ปี 2532 จึงทำให้ดูห่างหายไปจากวงการ

สาเหตุที่หยุดงานเขียน อาจารย์เริงชัยกล่าวว่า เพราะไม่มีความรู้สึกที่อยากจะเขียนนิยายต่อ อีกทั้งการทำงานในฐานะนักเขียนนั้น อาจารย์บอกว่า “เป็นงานที่หนัก เมื่อร่างกายไม่พร้อมก็ไม่ควรฝืน คนไม่เป็นนักเขียน ไม่มีวันรู้ซึ้งถึงความรู้สึก ของวันที่เขียนไม่ออกว่ามันอึดอัดขนาดไหน ก่อนที่จะหยุดเขียน ผมทำงานหนักมาก สัปดาห์หนึ่งต้องเขียนส่งตามนิตยสารถึง 5 เล่ม เขียน 5 เล่มก็ 5 ตอน เรียกว่าหนักเอาการ พอถึงจุดหนึ่งรู้สึกไม่อยาก เขียนอีก ก็เลยหยุดเขียน หันมาสนใจเรื่องอื่นแทน”

หลังหยุดเขียนนวนิยาย อาจารย์เริงชัยก็หันมาสนใจด้านโหราศาสตร์จริงจัง โดยปัจจุบันนอกจากเป็นคอลัมนิสต์แล้ว ในวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะไปให้ความรู้ด้านโหราศาสตร์กับลูกศิษย์ลูกหาที่วัดไตรมิตรฯเป็นประจำ

“เรื่องแรกที่เขียนที่รวมเล่มคือเรื่อง นอกกฎหมาย ส่วนเรื่องสุดท้ายคือ เดือนเพ็ญ เป็นเรื่องชีวิต ไม่ใช่ เศก ดุสิต แต่ใช้นามปากกาว่า ศิรษา แทน ผมมีหลายนามปากกา จะใช้แตกต่างกันไปตามสไตล์งานเขียน ถ้าเขียนนิทานพื้นบ้านก็จะใช้ ลุงเฉื่อย ส่วนที่มาสนใจด้านโหร จริง ๆ มันเป็นเรื่องความคิดเด็ก ๆ คือไปเรียนลายมือ เพราะแค่อยากจะจับมือผู้หญิงเท่านั้น ทีนี้พอเรียนไปก็มีแง่มุมที่น่าสนใจ ทำไมชีวิตคนมันถึงหักเหได้ ก็เลยสนใจค้นคว้าต่อมาเรื่อย ผมไม่มีครูสอนจริงจังนะ ศึกษาจากตำราเป็นส่วนใหญ่” อาจารย์เริงชัยกล่าว

กับตำนาน “อินทรีแดง” ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่เลือดไทย ปัจจุบันถ้าจะนับวันเริ่มต้นที่อินทรีแดง ถือกำเนิดในรูปของตัวหนังสือ ในปี 2498 นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 55 ปี ถือเป็นหนึ่งในตัวละครอมตะในใจคนไทย ซึ่งกับเรื่องนี้อาจารย์เริงชัยในฐานะผู้ให้กำเนิดบอกว่า วันแรกที่เขียนไม่คิดว่าอินทรีแดงจะเดินทางมาได้ยาวไกลขนาดนี้ ตอนที่เขียนเพราะอยากตอบสนองแรงบันดาลใจของตนเอง ณ ขณะนั้น และทั้งที่เคยหยุดเขียนไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาเขียนใหม่ เพราะทนเสียงแฟนอินทรีแดงที่ส่งจดหมายเข้ามาขอร้องไม่ไหว จนเมื่อเกิดอุบัติเหตุกับพระเอกชื่อดัง ถึงทำให้อินทรีแดงมีโอกาสหยุดนิ่ง ทิ้งไว้เพียงร่องรอยในอ่าวความทรงจำ

“ตอนที่ มิตร ชัยบัญชา ตายนั่นแหละ ผมถึงได้หยุดเขียนอินทรีแดงเป็นการถาวร” อาจารย์เริง ชัยกล่าว ก่อนเล่าว่า เขียนอินทรีแดงเพราะชอบบทบาท ของ ร็อก ฮัตสัน ในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง จึงกลับมาคิดตัวละครเพื่อเขียนเป็นนวนิยายขึ้น มีตัวเอกชื่อ “โรมฤทธิไกร” กับคาแรกเตอร์สุภาพบุรุษในชุดหนังสีดำ ภายใต้ “หน้ากากอินทรีแดง” เรื่องราวขณะนั้นก็นำมาผูกเข้ากับสภาพปัญหาทางสังคม ทั้ง การตัดไม้ทำลายป่า การ ทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งกฎหมาย เอื้อมไม่ถึง จึงเป็นหน้าที่ของอินทรีแดงที่จะเข้าไปจัดการแทน

และจุดนี้นี่เองที่อาจเป็นปัจจัยทำให้ตัวละคร “อินทรีแดง” เข้าไปนั่งอยู่ในใจของคนไทยหลายคน นอกเหนือไปจากความคลั่งไคล้ในตัวพระเอก มิตร ชัยบัญชา ที่เป็นอีกปัจจัยประกอบกัน

“ผมเดาว่าที่คนชอบเพราะอินทรีแดงเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับความอยุติธรรม เป็นตัวแทนของคนที่อึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้และมีคนมาทำแทนให้ หรืออีกประการก็อาจเป็นเพราะยุคนั้นเป็นยุคทองของหนังบู๊ เผอิญหนังบู๊ที่มีมาก่อนอินทรีแดงจะเป็นหนังเกี่ยวกับแก๊ง แค่ต่อยตี แต่อินทรีแดงจะไม่ธรรมดา จะมีลีลา มีลูกเล่นเยอะ คนก็เลยมองว่าเรื่องมันแปลก ใหม่ คนก็เลยชอบกัน”

จากบทประพันธ์ที่เป็นตัวหนังสือ ในที่สุดก็มีโอกาสโลดแล่นมีชีวิตในรูปแบบของภาพยนตร์ แต่กว่าจะออกมาโลดโผนได้ก็ไม่ง่าย ต้องรอเวลา จนที่สุดก็กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ชื่อของ “เศก ดุสิต-มิตร ชัยบัญชา-อินทรีแดง แทบไม่ขาดออกจากกัน ซึ่งอาจารย์เริงชัยเล่าว่า ตอนนั้นบทประพันธ์อินทรีแดงได้รับความสนใจจากผู้สร้างภาพยนตร์หลายคนที่เข้า มาติดต่อขอซื้อ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะตนค่อนข้างหวงและรักตัวละครตัวนี้มาก ทุกครั้งที่มีคนจะซื้อ จะถามเสมอว่าใครเป็นพระเอก ถ้าคิดว่าไม่เหมาะก็ไม่ขายให้ จนได้มาผลิตในยุค มิตร ชัยบัญชา จากตอนที่ชื่อว่าจ้าวนักเลง ในปี 2502

“ยอมรับว่าค่อนข้างหวง เพราะคนที่จะเล่นเป็นอินทรีแดง ไม่ใช่ใครที่ไหนจะมาเล่นก็ได้ แต่ต้องมีบุคลิกที่รับกับบทประพันธ์ที่วาดไว้ ตอนนั้นมีคนมาขอซื้อหลายราย แต่ผมหวงตัวละครนี้มาก จะถามว่าใครจะเป็นอินทรีแดง มีรายหนึ่งเขาบอกว่าจะให้ ไชยา สุริยัน เล่น ผมก็บอกว่าเอาไว้ก่อนแล้วกัน คือคิดว่ายังไม่เหมาะ ทั้งที่ตอนนั้นไชยากำลังดังมาก ๆ แต่ก็ไม่ให้ มีอีกเจ้าหนึ่งเขาก็มาติดต่อ ก็ถามแบบเดิม เขาบอกว่าจะให้ มิตร ชัยบัญชา เล่น ผมก็บอกว่าคนที่เล่นเรื่องชาติเสือนะหรือ เขาก็บอกใช่ บอกว่าจะพามาให้ดูตัว

ตอนนั้นมิตรยังไม่ดังเลย วันที่มาผมมองเขา ตั้งแต่ประตูบ้าน ดูท่าทางการเดิน บุคลิก การพูดการจา และเขาทำให้เห็นว่าเขาอ่าน เขารู้จักตัวละครนี้นะ ผมก็มองว่าบุคลิกได้ ซึ่งคนที่จะเล่นอินทรีแดงต้องสวมหน้ากาก มันต้องรับกับหน้า ผมก็เลยบอกเขาไปว่า เอา ล่ะ คุณคืออินทรีแดงของผม ก็ยกให้เขาไปทำ แต่ตอนทำก็กลับเบนเรื่อง มาขอเอาตอนใหม่ไปทำคือจ้าวนักเลง ก็ถือว่าเป็นเรื่องแรกที่แจ้งเกิดเต็มตัวให้กับมิตรเขา”

เศก ดุสิต, มิตร ชัยบัญชา และอินทรีแดง ยังเดินคู่กันต่อเนื่อง หากแต่ตัวละครตัวนี้นอกจากจะเป็นบทแจ้งเกิดให้พระเอกตลอดกาล แต่ก็เป็นตัวละครสุดท้ายของ มิตร ชัยบัญชา ด้วย โดยอาจารย์เริงชัย ระลึกย้อนให้ฟังว่า ตอนที่มิตรเสียชีวิตจากการแสดงภาพยนตร์เรื่องอินทรีทอง ในปี 2513 นั้น ตอนนั้นกำลังเขียนบทอยู่ คือบทอินทรีทองยังไม่สมบูรณ์ แต่มิตรต้องการจะสร้างเลย ก็ต้องไปนั่งเขียน ที่บังกะโลแถบศรีราชา ใกล้กับสถานที่ถ่ายทำ อินทรี ทองตอนนั้นจึงเป็นไปแบบ…เขียนไปและถ่ายไป

“เรื่องนี้มิตรเขากำกับการแสดงเองเป็นเรื่องแรก ผมก็ต้องนั่งเขียนบทในบังกะโล โดยทุก ๆ เย็นมิตรเขาจะเข้ามาเอาบท มาปรึกษา พอตอนเช้าก็ไปถ่ายต่อ ทีนี้เขาเป็นผู้กำกับการแสดง เขาก็มีสิทธิที่จะแก้บทได้เหมือนกัน เราก็ไม่รู้ เขาก็ไปเพิ่มฉากโหนเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นความประมาท ถ้าเขาไม่ประมาทก็ไม่เป็นไร ก็ถึงคราว ผมก็ได้แต่เสียใจ ก็ถือว่าปิดตำนานอินทรีแดง คือจบเลย ปิดฉาก ผมก็ไม่เขียนต่อแล้ว”

ดูเหมือนว่าหลังจากยุคอินทรีแดง วงการภาพยนตร์ไทยก็แทบจะไม่ปรากฏตัวละครมาดซูเปอร์ฮีโร่เลือดไทยตัวไหนอีก แม้จะมีความพยายามในการผลิตขึ้นเพื่อทดแทนตัวละครอินทรีแดง แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้รับการตอบรับมากเท่าใดนัก ไม่เหมือนตัวละครอย่าง โรม ฤทธิไกร และ อินทรีแดง ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่นี้สามารถที่จะตรึงอยู่ในความทรงจำของ คนไทยได้ยาวนาน

“ทำไมอินทรีแดงถึงยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำคนไทยได้นานขนาดนี้ คงเป็นเพราะพฤติกรรม ของอินทรีแดง และการที่เขามีโอกาสที่จะปรากฏโฉมกับผู้คนไม่ค่อยขาด จะมีทุกยุค คนก็เลยรู้จักอยู่ เหมือนโกโบริ อีกอย่างผมว่าอินทรีแดงเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์บางอย่าง เป็นตัวแทนจิตใจของคนที่อึดอัดกับภาวะที่มีคนร้าย มีการทำผิดกฎหมาย แล้วทางการทำอะไรไมได้ ให้อินทรีแดงไปทำแทนให้ จุดนี้แหละที่มันอาจเป็นจุดที่ผ่อนคลายคนได้ เรื่องมันก็ไม่มีอะไรมากมาย ผมว่าเป็นไปตามธรรมชาติของคนมากกว่า ถามว่าผมภูมิใจกับตัวละครตัวนี้ไหม ก็ต้องตอบว่าที่สุด เพราะอินทรีแดงทำให้คนเขาเชิดชูผมไปด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้ก็อยู่มานานกว่า 50 ปี ตัวผมเองก็อายุมากแล้ว ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่กับผมไปได้อีกสักกี่ปี” อาจารย์เริงชัยกล่าว

เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก ที่ตัวละครสายเลือดไทย-ซูเปอร์ฮีโร่พันธุ์ไทยแท้ จะสามารถอยู่ยงคงกระพันในความรู้จักของคนไทย ท่ามกลางมรสุมจากเหล่าซูเปอร์ฮีโร่สายเลือดต่างชาติที่ถาโถมเข้าใส่มากมาย หรือ “อินทรีแดง” จะเป็นหนึ่งใน “ฮีโร่ เนเวอร์ ได (Hero Never Die)” ไม่มีวันตาย อย่างที่หลายคนคิด.

@@@@

ทำไมต้องเป็น ‘อินทรี’

“ทำไมต้องเป็นอินทรีแดง?” ประเด็นนี้อาจารย์เริงชัยเล่าว่า เพราะตนเองรักนกอินทรี และคิดว่านกอินทรีเป็นพญานกในบรรดาสัตว์ปีก รองลงมาจากครุฑ แต่ครั้นเมื่อเป็นนวนิยาย การนำครุฑมาเป็นหน้ากาก ดูจะไม่เหมาะสม จึงเลือกใช้อินทรีเป็นตัวแทนของการต่อสู้

“ใจผมรักคำว่าอินทรี คือเอาละ สิงโตก็เป็นเจ้าป่า แต่ผมว่าเอามาทำหน้ากากมันดูไม่สวย สู้อินทรีสยายปีกไม่ได้ ผมก็ลองวาดรูปเล่น ๆ ออกแบบดู พอออกมาก็ชอบใจ ผมว่าสัญลักษณ์นี้มันมีความหมายดี มีผลกับความรู้สึกคนมาก ไม่งั้นใครต่อใครคงไม่เอาไปเป็นสัญลักษณ์กันไปทั่วแบบปัจจุบันนี้” อาจารย์เริงชัยกล่าว


ปีนี้คงจะจัดกันอีก

และ วีรบุรุษ ผู้นี้กำลังจะกลับมา

ประวัติของเศก ดุสิต

เศก ดุสิต หรือ เริงชัย ประภาษานนท์ (10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 – ) เป็นนักเขียนชาวไทย เจ้าของนามปากกา “เศก ดุสิต” หรือ “ศ. ดุสิต” มีผลงานเขียนนวนิยายแนวบู๊ และอาชญนิยายที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก มีตัวละครที่เป็นที่รู้จักกันดี ชื่อ “โรม ฤทธิไกร” ในเรื่องชุด อินทรีแดง และ “คมน์ พยัคฆราช” ในเรื่อง สี่คิงส์ ครุฑดำ

เริงชัย ประภาษานนท์ เกิดที่เขตดุสิต กรุงเทพ เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมนันทนศึกษา เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง โรงเรียนถูกปิด ออกมาทำงานที่โรงไฟฟ้าสามเสน เมื่อโรงไฟฟ้าถูกระเบิดทำลาย ได้งานใหม่เป็นช่างเรียงพิมพ์ในโรงพิมพ์ เริ่มงานเขียนเรื่องสั้น เรื่องแรกชื่อ “พรหมบันดาล” ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร “รัตนโกสินทร์” ใช้นามปากกาว่า “สุริยา”

งานเขียนครั้งแรก

เริงชัย ประภาษานนท์ เริ่มเขียนนวนิยายแนวบู๊ ใช้นามปากกา “เศก ดุสิต” เรื่อง สี่คิงส์ และครุฑดำ ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์อักษรสมิต แล้วเขียนเรื่องในชุด อินทรีแดง ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมจนต้องนำตัวละครจากทั้งสองเรื่อง คือ “โรม ฤทธิไกร” และ “คมน์ พยัคฆราช” มาร่วมงานกันในเรื่อง จ้าวนักเลง ในเวลาต่อมา และเรื่อง พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ ตีพิมพ์ในนิตยสาร “อาทิตย์รายสัปดาห์” กับ สำนักพิมพ์อักษรโสภณ ผลงานทั้งหมดถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

นอกจากงานเขียนอาชญนิยาย เริงชัย ประภาษานนท์ ยังมีผลงานเขียนในแนวอื่น ใช้นามปากกา “เกศ โกญจนาศ” “ศิรษา” “ลุงเฉี่อย” ใช้เขียนนิทานพื้นบ้าน และ “ดุสิตา” ใช้เขียนบทกวี

เริงชัย ประภาษานนท์ หยุดเขียนนวนิยายตั้งแต่ พ.ศ. 2532 ต่อมาได้สนใจศึกษาวิชาโหราศาสตร์ และการพยากรณ์อย่างจริงจัง

ปัจจุบัน เขียนบทความเกี่ยวกับการพยากรณ์ และคอลัมน์ “รู้ชีวิต…ด้วยดวงดาว” ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์

อาภัสรา หงสกุล

สมัยนั้น อาภัสรา หงสกุล นางสาวไทย ปี 2507 ไปประกวด นางงามจักรวาล ชนะเลิศ ได้เป็นนางสาวจักรวาล 1965 (2508) สร้างความยินดีแก่คนไทยอย่างมาก เธอสวยมากครับ จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่เห็นมีใครสวยเทียมเท่าเธอเลย

บทความดี ๆ จากนิตยสาร “สกุลไทย” ปีที่ 40 ฉบับที่ 2058 ประจำวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2537 คอลัมน์ “ฟรีสไตล์” บทความโดย “แก้วใส” ในชื่อเรื่อง “อาภัสรา หงสกุล – นางงามสองมงกุฎ” มาให้แฟนนางงามได้ร่วมระลึกถึงคืนวันอันงดงามของคุณปุ๊กกันอีกครั้ง (ของเรา เอามาจาก เว็บ http://thailandbeauties.com ขอบคุณมาก

ราวปลายปี 2507 ชื่อเสียงของ อาภัสรา หงสกุล เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วไปเป็นอย่างดี ในตำแหน่งนางสาวไทย จนกระทั่งถึงในราวกลางปี 2508 ชื่อเสียงของ อาภัสรา หงสกุล ก็โด่งดังไปทั่วโลกในตำแหน่ง Miss Universe ชื่อเสียงและเกียรติยศของเด็กนักเรียนสาวน้อยวัย ๑๗ อย่าง คุณปุ๊ก ในครั้งกระนั้นโดดเด่นขึ้นมาแทบจะในวินาทีเดียวกันกับที่มงกุฎนางสาวไทย และมงกุฎนางงามจักรวาล ปรากฏงดงามอยู่ที่ศีรษะของเธอ

“ตอนนั้นอายุเพิ่งจะ 17 กำลังเรียนอยู่ที่ปีนัง ก็เผอิญมีผู้ใหญ่ที่รู้จักกันดีกับคุณพ่อ มาขอให้เข้าประกวดนางสาวไทย จำได้ว่ายุคนั้นเป็นยุคฟื้นฟูให้มีการประกวดนางสาวไทยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่หยุดพักไปเสียนาน”

เมื่อ คุณปุ๊ก ตัดสินใจเข้าประกวดนางสาวไทยในสมัยนั้น หนังสือพิมพ์สารพัดฉบับก็ต่างพร้อมใจกันโหมประโคมข่าวว่า “อาภัสรา เบอร์ 30” เป็นตัวเก็งเต็งหนึ่งมาตลอดนับตั้งแต่เริ่มการประกวดในวันแรก

“สมัยนั้นผู้เข้าประกวดสวย ๆ กันทั้งนั้น ปีกก็ไม่ค่อยจะแน่ใจว่าตัวเองจะได้ตำแหน่งนางสาวไทย แต่สื่อมวลชนก็เชียร์กันมากจริง ๆ จนมาถึงวันใกล้ตัดสิน เราก็เริ่มจะมั่นใจขึ้นมาบ้างแล้วว่า อย่างไรเสียคงต้องติด 1 ใน 5 แน่ ๆ”

กว่าจะผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ คุณปุ๊ก บอกว่ามีมากมายราว 40-50 ท่าน เข้ามาถึงรอบ 1 ใน 5 คนได้นั้น รอยยิ้มหวานของ อาภัสรา ก็ชนะใจคนชมอย่างล้นหลามแล้ว

“ตอนนั้นกรรมการตัดสินจำได้ก็เห็นจะมี คุณหญิงสุเนตร พงษ์โสภณ คุณหญิงสวลี ชลวิจารณ์ และผู้ใหญ่ที่น่านับถืออีกหลายท่าน ซึ่งจะตัดสินกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนทีเดียว ตอนประกาศผลการตัดสิน ปุ๊กอยู่หลังเวทีพร้อม ๆ กับผู้เข้าประกวดคนอื่น ๆ ซึ่งเขาก็จะประกาศเรียกชื่อออกไปที่หน้าเวทีทีละคนทีละคน จนครบ 4 คนแล้ว จึงประกาศชื่อ อาภัสรา เป็นคนสุดท้าย ว่าได้ตำแหน่งนางสาวไทย ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เพราะเสียงเรียกชื่อ อาภัสรา จากคนดูดังลั่นไปหมดทั่วบริเวณงานเลย”

เพียงวินาทีที่มงกุฎนางสาวไทย ประจำปี 2507 ถูกสวมลงบนศีรษะของ อาภัสรา หงสกุล ปัจจุบันและอนาคตของเด็กสาววัย 17 ก็ถูกพลิกผันไปในทันที

“ตำแหน่งนางสาวไทยที่ได้รับมา มีเกียรติมาก ปุ๊กจำได้ว่า ปุ๊กได้รับพระราชทานถ้วยทองคำหนัก 10 บาท จากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้รับประทานสร้อยคอเพชราวุธ จากสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรัตน์ และมีท่านผู้หญิงไสว จารุเสถียร เป็นผู้สวมมงกุฎนางสาวไทยให้ วันนั้นเป็นวันแห่งความปลาบปลื้มที่สุด แล้วหลังจากนั้น จากเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ ก็กลายมาเป็นนางสาวไทย เป็นคนของสังคมไปในที่สุด”

คุณปุ๊ก หยิบมงกุฎนางสาวไทยของเธอขึ้นมาลูบ ๆ คลำ ๆ พลางบอกกล่าวกับเราว่า

“มงกุฎนางสาวไทยของปุ๊ก นี่ขนาดเล็กกว่าใครเพื่อนเลย และไม่ได้มีการออกแบบอย่างสวยงามเหมือนเดี๋ยวนี้ นางสาวไทยรุ่นหลัง ๆ ปุ๊ก ส่วนมากจะได้มงกุฎอันใหญ่ ๆ สวย ๆ กันทั้งนั้น”

คุณปุ๊ก บอกว่ามงกุฎนางสาวไทยขนาดเล็กของเธอนั้น จะมีแหวนเพชรแท้อยู่ตรงกลางของมงกุฎ ซึ่งจะสามารถถอดออกมาสวมได้ทันที แต่ปัจจุบันคุณปุ๊กเหลือไว้แต่เพียงมงกุฎเท่านั้น เพราะตัวแหวนเพชรเธอได้นำไปจับสลากสะเดาะเคราะห์เสียแล้ว

“ตอนนั้นคุณแม่ไปดูหมอให้ปุ๊กแล้วบอกว่า ปุ๊กจะมีเคราะห์ร้ายถึงชีวิต ให้หาของมีค่าส่วนตัวไปสะเดาะเคราะห์เสีย ปุ๊กก็จึงนำแหวนเพชรที่มงกุฎนางสาวไทยไปให้เขาจับสลาก เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ นึก ๆ ก็เสียดายเหมือนกันนะ” (หัวเราะ)

เพียงชั่วระยะเวลาไม่นานนักที่ อาภัสรา หงสกุล ได้ครอบครองมงกุฎนางสาวไทย เธอก็บินไปประกวดนางงามจักรวาลที่ไมอามี่ มลรัฐฟลอริด้า แล้วสามารถคว้าตำแหน่งนางงามจักรวาลมาครอบครองได้สมใจคนไทยทั้งชาติ มงกุฎนางงามจักรวาล มงกุฎเกียรติยศอันที่สองก็ได้รับการบรรจงสวมลงบนศีรษะอันงดงามของ อาภัสรา ท่ามกลางสายตาของชาวโลก

“ตอนประกวดนางสาวไทย ยังมีความมั่นใจว่าจะต้องติด 1 ใน 5 แต่เมื่อไปประกวดนางงามจักรวาลนั้น ปุ๊กไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองจะสามารถเข้ารอบ 15 คนได้ สมัยนั้นมีผู้เข้าประกวด 60 คนจาก 60 ประเทศ แล้วคัดเหลือ 15 คน แล้วจึงคัดเลือกนางงามจักรวาลและรองฯ ตอนไปประกวดนางงามจักรวาล ปุ๊กได้รับการสนับสนุนอย่างดีมากทีเดียว เสื้อผ้าที่นำไปใส่ก็สวยงามมากทุกชุด เพราะทั้งคุณหญิงอุไร ลืออำรุง จากร้านกรแก้ว และทั้งหม่อมเจ้าไกรศรี วุฒิชัย ต่างก็ได้ทำเสื้อสวย ๆ ให้ปุ๊กได้นำไปใส่ประกวดอย่างสุดฝีมือ”

คุณปุ๊กเล่าถึงมงกุฎนางงามจักรวาลที่เธอได้รับมาว่า

“สมัยที่ปุ๊กได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาลนั้น พอครบปีแล้วเราจะต้องคืนมงกุฎให้กับกองประกวด เพื่อสวมให้กับนางงามจักรวาลคนต่อไป แต่พอมารุ่นหลัง ๆ ทางกองประกวดได้ทำมงกุฎจำลองมอบให้กับนางงามอีกอันหนึ่งต่างหาก ซึ่งเมื่อสองปีก่อนที่ มิสลูปิต้า โจนส์ มาเมืองไทย ทางกองประกวดก็ได้นำมงกุฎนางงามจักรวาลจำลองในสมัยปุ๊ก มามอบให้กับปุ๊กเป็นที่ระลึก เราก็เลยโชคดีได้มงกุฎนางงามจักรวาลมาเก็บไว้คู่กับมงกุฎนางสาวไทย”

เมื่อถามถึงคุณค่าทางจิตใจที่ อาภัสรา รู้สึกต่อมงกุฎทั้งสองอัน คุณปุ๊กกล่าวยิ้ม ๆ ว่า

“ก็รักเท่ากันทั้งสองมงกุฎ เพราะมันมีความหมายกับตัวเรามาก แต่มงกุฎนางสาวไทยของปุ๊กจะไม่ค่อยสวยแล้ว เพราะทำตกบ่อยมาก มันจึงบิด ๆ เบี้ยว ๆ ช่วงก่อนจะไปประกวดนางงามจักรวาล มงกุฎนางสาวไทยของปุ๊กก็หักแล้ว เพราะทำตก ซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะมีคนบอกว่า ถ้ามงกุฎนางสาวไทยไม่หัก เราอาจจะไม่ได้มงกุฎนางงามจักรวาลมาครองก็ได้” (หัวเราะ)

ปัจจุบันนี้ ทั้งสองมงกุฎที่มีคุณค่ามหาศาลกับจิตใจของปุ๊ก จึงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในตู้เซฟของธนาคาร ซึ่งคุณปุ๊กออกตัวกับเรายิ้ม ๆ ว่า

“ถึงมันจะไม่มีราคาค่างวดอะไร แต่ก็อยากจะเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี เพราะอย่างน้อยมงกุฎทั้งสองก็มีส่วนทำให้เราเป็น อาภัสรา ที่คนรู้จักกันมากมายในวันนี้”

ในวันนี้ชื่อเสียงของ อาภัสรา หงสกุล นอกจากจะเป็นที่รู้จักกันดีว่าเธอเคยเป็นนางสาวไทย และเคยเป็นนางงามจักรวาลแล้ว เรายังรู้จักเธอดีในนามของศรีสะใภ้คนขยันของ “เซ็นทรัล” ยี่ห้อโรงแรมที่เพียงหลับตาแล้วนึกถึงชื่อ ก็จะเห็นไปถึงหน้าของนางงามแล้ว นั้นก็เพราะกองประกวดนางสาวไทยมักจะผูกขาดโรงแรมนี้ ไว้สำหรับเป็นเวทีประกวดคนสวยระดับชาติในทุก ๆ ปีที่ผ่านไป คุณปุ๊กรีบออกตัวอย่างน่ารักว่า

“ถึงไม่มีปุ๊ก เซ็นทรัลก็รับเป็นเวทีประกวดนางงามอยู่แล้ว เพราะคุณสุทธิเกียรติ เป็นคนชอบนางงามมาก”

ประโยคหลังนี้แม้ คุณปุ๊ก ไม่ต้อง (กระซิบ) บอก ก็ดูเหมือนใคร ๆ เขาจะรู้กันไปทั้งเมืองแล้วล่ะค่ะ

ปีนี้ 2553 ขออวยพรให้สัญญลักษณ์แห่งความงามผู้นี้ ประสบแต่ความสุขในทุก ๆ วันของชีวิต และสวยทนสวยนานเป็นต้นตำรับแห่งความงามของสาวสยามตลอดไป


ภาพวิดีโอ ขณะได้รับการประกาศเป็นนางงามจักรวาล ประจำปี 1965 (YouTube)

มาดูความสวยของเธอกันต่อครับ


Miss Universe 1965, the 14th Miss Universe pageant, was won by 18-year-old Apasra Hongsakula of Thailand. It took place on 24 July 1965 at the Miami Beach Auditorium in Miami Beach, Florida, USA.

ประวัติโดยสังเขป

อาภัสรา หงสกุล (Apasra Hongsakula) เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2490 ที่กรุงเทพ มีชื่อเล่น “ปุ๊ก” เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวน 5 คนของ นาวาเอกเพิ่ม หงสกุล และ นางเกยูร หงสกุล เป็นสาวไทยคนแรกที่ได้ครองมงกุฎนางงามจักรวาล มีบุตรชายสองคน ที่เกิดกับ หม่อมราชวงศ์เกียรติคุณ กิติยากร คือ หม่อมหลวงรุ่งคุณ กิติยากร และเกิดกับ สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์คือ นายภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์

ได้รับตำแหน่งนางสาวไทย ปี พ.ศ. 2507 ครองมงกุฎนางงามจักรวาล ในปี 2508 เป็นนางงามจักรวาลคนที่ 14 และคนที่ 2 ของเอเซีย ซึ่ง อากิโกะ โคจิมะ นางงามญี่ปุ่นเป็นสาวเอเซียคนแรกที่ครองตำแหน่งนี้เมื่อ ค.ศ. 1959 สำหรับอาภัสรา เป็นสาวไทยคนที่ 3 ที่เป็นตัวแทนของประเทศไทย ต่อจากอมรา อัศวนนท์ รองนางสาวไทยปี พ.ศ 2496 อมราเป็นตัวแทนคนแรกเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลปี พ.ศ. 2497 และ ผู้หญิงไทยอีกคนก่อนหน้านี้ที่เข้าเวทีประกวดนางสาวจักรวาลคือ สดใส วานิชวัฒนา

อาภัสรา หงสกุล มีส่วนสูง 164 ซม. (5 ฟุต 7 นิ้ว) สัดส่วน 35-23-35 ซม. ก่อนหน้านี้ศึกษาอยู่ที่ ปีนังคอนแวนต์ ประเทศมาเลเซีย

โดยในปีที่อาภัสราได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาลนั้น ได้จัดการประกวดที่หาดไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา โดยรองนางงามจักรวาลคนที่ 1 คือ นางงามจากฟินแลนด์ ที่ 2 นางงามจากสหรัฐ ที่ 3 นางงามจาก สวีเดน ที่ 4 นางงามจากฮอลแลนด์